Sunday, September 11, 2011

บทละคร รอยไหม ตอนที่ 2


บัว​เงิน​นั่ง​เอนหลัง​อยู่​บน​เก้าอี้​ตัว​โปรด เธอ​ต้อง​แปลก​ใจ ​เมื่อ​จู่ๆก็​มี​ลม​กระโชก​แรง​จน​ชาย​ผ้า​ม่าน​สะบัด​ทำให้​รูป​ที่​ตั้ง​อยู่​บน​โต๊ะ​ล้มคว่ำ​ลง เธอ​ค่อยๆเอื้อม​มือ​ไป​หยิบ​รูป​ขึ้น​มา เห็น​ภาพ​เจ้า​ศิริ​วัฒนา​เจ้าชาย​รัชทายาท ​คุ้ม​เจ้า​หลวง​เชียงใหม่​ใน​ชุด​เต็มยศ
“น้อง​รู้​ว่า​เจ้า​พี่​บ่​ได้​จาก​น้อง​ไป​ไหน​ไกล เจ้า​พี่​ยัง​วนเวียน​อยู่​แถว​นี้ แต่​เมื่อ​ใด​เจ้า​พี่​จะ​เลิก​โกรธ​เลิก​เกลียด​น้อง แล้ว​ให้โอกาส​น้อง​ได้​พบ​เจ้า​พี่​อีก​สัก​ครั้ง เลิก​ทรมาน​น้อง​ด้วย​วิธี​นี้​เสียที​เถิด​เจ้า​พี่” บัว​เงิน​ลูบคลำ​รูป​ด้วย​ความ​รัญจวน​ใจ
เวลา​เดียวกัน​เร​ริน​ก็​ตก​อยู่​ใน​ภวังค์ เธอ​รู้สึก​ว่า​เหมือน​เข้าไป​นั่ง​ทอ​ผ้า​แทน​ที่​แม่​หญิง​คน​นั้น อย่าง​ตั้งอกตั้งใจ เสียง​ชาย​คน​เดิม​เรียก​หา เจ้า​ริน เธอ​ชะงัก​หัน​ไป​ทาง​ภาพ​เขียน​สี​น้ำมัน​ขนาด​ใหญ่ พบ​เจ้า​ศิริ​วัฒนา​ยืน​อยู่​หน้า​ภาพ​เขียน เร​ริน​ประหลาด​ใจ​และ​คิด​เอา​เอง​ว่า เขา​คง​เป็น​ลูก​หลาน​ของ​เจ้าของ​ที่​นี่ ทั้ง​สอง​พูด​คุย​กัน​เรื่อง​ผ้า​ผืน​งาม​บน​กี่​ทอ​ผ้า เร​ริน​แจ้งความ​ประสงค์​ว่า อยาก​จะ​ทอ​ผ้า​ผืน​นี้​ให้​เสร็จ
“ฉัน​คิด​ว่า...เจ้าของ​ผ้า​ผืน​นี้​คง​รู้สึก​เหมือนกับ​ฉัน​เธอ​คง​อยาก​ให้​มี​ใคร​สัก​คน​ทอ​ผ้า​ผืน​นี้​ให้​เสร็จ”
“ยินดี​นัก เจ้า​ริน...อ้าย​ยินดี​นัก” เจ้า​ศิริ​วัฒนา​ยิ้ม​เศร้าๆ
“ฉัน​ชื่อ​เร​ริน คุณ​เรียก​ฉัน​ว่า​อะไร​นะ​คะ” เร​ริน​งุนงง มี​คำ​ถาม​มากมาย​ใน​ใจ แต่​ไหม​แมก​ลับ​เข้า​มา​พอดี เธอ​โวย​ลั่น​เมื่อ​เห็น​เร​ริน​อยู่​ที่​กี่​ทอ​ผ้า กำลัง​พุ่ง​กระสวย​สอด​เส้น​ไหม
“ตาย​แล้ว​คุณ​เร​ริน นั่น​คุณ​ทำ​อะไร​ของ​คุณ ​ไม่ได้​นะ​คะ​คุณ​เร​ริน​คุณ​ทำ​อย่าง​นี้​ไม่ได้” ไหม​แม​ปราด​เข้า​มา​ดึง​ตัว​เร​ริน​ให้​ลุก​ออก​มา
เร​ริน​หัน​มา​ขอ​ความ​ช่วยเหลือ​จาก​เจ้า​ศิริ​วัฒนา แต่​เขา​หายตัว​ไป​แล้ว
“ผ้า​ผืน​นี้​เจ้าของ​เก่า​ตาย​ไป​แล้ว​นะ​ตาย​ไป​นาน​มาก​แล้วด้วย เขา​ถือ​กัน​ไม่​มี​ใคร​ทอ​ผ้า​ต่อ​จาก​คน​ที่​ตาย​ไป​แล้ว​หรอก เพราะ​มัน​จะ​ทำให้​เกิด​แต่​เรื่อง​ร้ายๆขึ้น​กับ​คุณ”
“คุณ​ไหม​แม...​ฟัง​ฉันนะ​คะ” เร​ริน​จะ​อธิบาย​แต่​ไหม​แม​รีบ​ตัดบท
“คุณ​รีบ​ออก​ไป​จาก​ที่​นี่​เดี๋ยวนี้​เลย​ดี​กว่า​ค่ะ”
“คุณ​ไหม​แม ฉัน​เสียใจ​นะ​คะ ฉัน​ไม่​รู้​ว่า​เมื่อกี้​เกิด​อะไร​ขึ้น​กับ​ฉัน แต่​ฉัน​รู้สึก​อย่าง​เดียว​ว่า​ฉัน​จะ​ต้อง​ทอ​ผ้า​ผืน​นั้น​ให้​เสร็จ​สมบูรณ์​ให้​ได้” เร​ริน​อ้อนวอน
“ไม่ได้​หรอก​ค่ะ ฉัน​ยอม​ให้​คุณ​ทำ​อย่าง​นั้น​ไม่ได้​เด็ดขาด เท่า​ที่​ฉัน​พา​คุณ​มา​ดู​ผ้า​ผืน​นี้ ก็​ผิด​มาก​อยู่​แล้ว ขืน​ยอม​ให้​คุณ​ทอ​ผ้า​นั่น​ด้วย เจ้าของ​ที่​นี่​รู้​เข้า​ฉัน​ต้อง​ถูก​ไล่​ออก​แน่ๆ เชิญ​ออก​ไป​เถอะ​ค่ะ” ไหม​แม​รีบ​ล็อก​ห้อง​แล้ว​ต้อน​ให้​เร​ริน​เดิน​ออก​ไป​หน้า​พิพิธภัณฑ์ พลาง​ขอร้อง​แกม​บังคับ​ให้​เธอ​กลับ​ไป​เพราะ​กลัว​จะ​เดือดร้อน
เร​ริน​ละล้าละลัง​หัน​กลับ​ไป​มอง​ที่​ตัว​คุ้ม​โบราณ​เห็น​เจ้า​ศิริ​วัฒนา​ยืน​มอง​อยู่​ที่​หน้าต่าง​ชั้น​บน​ก็​เรียก​ให้​ไหม​แม​ดู แต่​ไหม​แม​ไม่​เห็น​อะไร จึง​เข้าใจ​ว่า เร​ริน​คง​เพี้ยน​ไป​แล้ว
ooooooo
สุ​ริ​ยวง​ศ์​เข้า​มา​ช่วย​งาน​เด็กๆอยู่​ใน​ครัว เสียง​รถ​วงพระจันทร์​แล่น​เข้า​มา​จอด เด็ก​พนักงาน​เห็น​ก็​สะกิด​ชี้​ให้​สุ​ริ​ยวง​ศ์​ดู​เพราะ​วง​พระจันทร์​กำลัง​เดิน​เข้า​มา
“ทำไม​ตื๊อ​ยัง​งี้​ห​ว่า” สุ​ริ​ยวง​ศ์​วางมือ​จาก​งาน​แล้ว​เดิน​เลี่ยง​ออก​ไป​หลัง​ร้าน
ส่วน​วงพระจันทร์​เข้า​มา​จาก​ทาง​หน้า​ร้าน ไม่​เห็น​สุ​ริ​ยวง​ศ์​ก็​ถาม​หา
“คุณ​สุริยะ​ล่ะ เด็ก​หน้า​ร้าน​บอก​ฉัน​ว่า​เขา​อยู่​หลัง​ร้าน”
“ตอน​นี้​บ่ อยู่​แล้ว​ครับ” พนักงาน​ตอบ​พลาง​มอง​ไป​ที่​หน้า​ร้าน​เห็น​สุริย​วงศ์​วิ่ง​ไป​ขึ้น​รถ​แล้ว​ขับ​ออก​ไป
วง​พระจันทร์​ปรี๊ด​แตก​เจ็บใจ​ที่​ชาย​หนุ่ม​หลบหน้า​จึง​โทร.​ตาม แต่​สุ​ริ​ยวง​ศ์​ไม่​ยอม​รับ​สาย
เสียง​โทรศัพท์​ข้าง​ตัว​สุริย​วงศ์​ดัง​ไม่​หยุด ชาย​หนุ่ม​ถอน​ใจ​หยิบ​ขึ้น​มา​ดู​เบอร์​ปรากฏ​ว่า ไม่​ใช่​วง​พระจันทร์​แต่​เป็น​วัน​ดารา เขา​กด​รับ วัน​ดารา​รีบ​ถ่ายทอด​คำสั่ง
“อยู่​ที่ไหน​จ๊ะ รีบ​เข้าไป​หา​คุณ​ย่า​เดี๋ยวนี้​เลย คุณ​ย่า​ให้​ละ​อ่อน​โทร.​มา บอก​ให้​เรา​เข้าไป​หา​ให้​ได้ พี่​ก็​ว่า​เธอ​เดา​ไม่​ผิด​หรอก ต้อง​เป็น​เรื่อง​วง​พระจันทร์​นะ​แหละ”
“สงสัย​ว่า​ผม​คง​ต้อง​ใช้​วิธี​ที่​พี่​วันแนะนำ​จริงๆแล้ว​ละ​ครับ” สุริย​วงศ์​เหนื่อย​ใจ
เป็น​เวลา​เดียว​กับ​ที่​เร​ริน​กลับ​มา​ถึง​รีสอร์ต​พอดี วัน​ดารา​ออก​มา​ต้อนรับ​พลาง​ล้อ​ว่า คง​ชม​ผ้า​โบราณ​จน​อิ่ม​ข้าว​เย็น​ไป​เลย เร​ริน​ยิ้ม​รับพลาง​เอ่ย​ถาม​เรื่อง​เจ้า​นาง​มณี​ริน
วัน​ดารา​แปลก​ใจ​ที่​สาว​ชาว​กรุงเทพฯรู้จัก​เจ้า​นางมณี​รินด้วย เร​ริน​ว่า​ไหม​แม​เจ้าหน้าที่​ที่​ดูแล​พิพิธภัณฑ์​พา​เธอ​เข้าไป​ชม​ผ้า​ผืน​นั้น​ใน​ห้อง​ที่​คุ้ม​หลวง แต่​น่า​เสียดาย​ที่​ทอ​ไม่​เสร็จ
“เจ้า น่า​เสียดาย​มาก มัน​เป็น​เรื่องที่​ใคร​ก็​ไม่​อยาก​ให้​เกิด​ขึ้น ไหม​แม​เล่า​อะไร​ให้​คุณ​ฟัง​บ้าง​ล่ะ​คะ”
“เธอ​เล่า​แค่​ว่า เจ้า​นาง​มณี​ริน​เป็น​เจ้าหน้าที่​จาก​เชียง​ตุง​ที่​ถูก​ส่งตัว​ให้​มา​อภิเษก​กับ​เจ้าชาย​ที่​เชียงใหม่”
“ผ้า​ผืน​ที่​ทอ​ไม่​เสร็จ​ที่​คุณ​ริน​เห็น​นั่น​นะ ความ​จริง​เป็น​ผ้า​ที่​ต้อง​ใช้​ใน​พิธี​อภิเษก​ของ​เปิ้น​เจ้า”
“เกิด​อะไร​ขึ้น​เหรอ​คะ ท่าน​ถึง​ได้”
“เจ้า​นาง​มณี​ริน เปิ้น​เป็น​เจ้าหญิง​มา​จาก​แคว้น​เชียง​ตุง เปิ้น​เป็น​คู่หมั้น​ของ​เจ้าชาย​ศิริ​วัฒนา เจ้าชาย​รัชทายาท​ของ​เชียงใหม่ เปิ้น​ถูกห​มั้นหมาย​กัน​หลาย​ปี​ดีดัก ตั้งแต่​เล็ก​แต่​น้อย จน​เจ้า​นาง​เติบ​ใหญ่ เปิ้น​ก็​เลย​ถูก​ส่งตัว​ให้​มา​แต่งงาน แต่​พอ​มา​ถึง เปิ้​นก​ลับ​ไป​ฮัก​กับ​เจ้า​ศิริ​วงศ์​เข้า เจ้า​ศิริ​วงศ์​เปิ้น​เป็น​น้อง​ชาย​เจ้า​ศิริ​วัฒนา เจ้า​ความ​ฮัก​ของ​เปิ้น​จึง​เป็น​ความ​รัก​ต้อง​ห้าม รัก​กัน​มาก​แค่​ไหน ก็​แต่ง​กัน​บ่​ได้ เกิด​เป็น​เจ้า​แล้ว​ต้อง​มี​หน้าที่ เชียง​ตุง​ส่ง​เจ้า​นาง​มณี​ริน​มา​ล้าน​นา เพื่อ​แต่งงาน​กับ​เจ้า​ศิริ​วัฒนา เป็น​เหตุผล​ทางการ​เมือง เปิ้น​จึง​บ่​มี​ทาง​เลือก​มาก​นัก ก่อน​เปิ้น​จะ​แต่งงาน​เพียง​เดือน​เดียว​เกิด​อุบัติเหตุ​ภัย​แรง​ขึ้น​กับ​เจ้า​ศิริ​วงศ์ เรือ​ของ​เปิ้น​ล่ม​ใน​น้ำ​ปิง เจ้า​ศิริ​วงศ์​เปิ้น​ตาย​ใน​กระแสน้ำ ไม่​มี​ใคร​ช่วย​ได้​ทัน”
“น่า​สงสาร​จัง​เลย​นะ​คะ”
แต่​มัน​ก็​น่า​แปลก​นะ​คะ​คุณ​ริน เพราะ​หลังจาก​นั้น งาน​พิธี​ระหว่าง เจ้า​นาง​มณี​ริน​กับ​เจ้า​ศิริ​วัฒนา ก็​ถูก​กำหนด​ขึ้น​ทันที ทั้งที่​ยัง​อยู่​ใน​ช่วง​ไว้ทุกข์​ให้​กับ​เจ้า​ศิริ​วงศ์ และ​เจ้า​นาง​มณีริน​ก็​ลงมือ​ทอ​ผ้า เพื่อ​ให้​ตัว​เอง​กับ​เจ้าบ่าว​ใช้​ใน​วัน​งาน แต่​เปิ้น​สิ้นใจ ก่อน​จะ​ทอ​ผ้า​เสร็จ เพราะ​อะไรบ่มี​ผู้​ใด​ฮู้​ดอก​เจ้า คน​เก่าๆ บาง​คน​ก็​ว่า​เปิ้น​ตรอมใจ​ตาย แต่​บาง​คน​ก็​ว่า​มี​คนใน​คุ้ม​เจ้า​หลวง​วางยา​พิษ​เจ้า​นาง​มณี​ริน” วัน​ดารา​ถ่ายทอด​เรื่อง
เร​ริน​ฟัง​แล้ว​อึ้ง ขนลุก​เย็น​ยะเยือก รู้สึก​หนาว​ขึ้น​มา​จับใจ
ooooooo
สุ​ริ​ยวง​ศ์​คลาน​เข้า​มาก​ราบ​บัว​เงิน​ที่นั่ง​รอ​อยู่ บัว​เงิน​ต่อว่า​หลาน​ชาย​เรื่อง​วง​พระจันทร์
“เจ้า​ทำ​จะ​อี้ เป็น​ใคร​เข้า​ก็​ต้อง​คิด​ว่า เจ้า​รังเกียจรังงอน”
“คุณ​ย่า​ครับ ผม​บ่​ได้คิด​อะห​ยัง​กับ​วง​พระจันทร์ นอกจาก​ความ​เป็น​เพื่อน​กัน​เท่านั้น​ครับ”
“เจ้า​กำลัง​จะ​บอก​ย่า​ว่า เจ้า​มี​แม่​หญิง​ที่หมาย​ตา เอา​ไว้​แล้ว ยัง​งั้น​สิ”
“บ่ ดอก​ครับ คุณ​ย่า ผม​รู้​ครับ​ว่า​คุณ​ย่า​เป็น​ห่วง​ผม ผม​จะ​บ่ยะอะห​ยังหื้อ​คุณ​ย่า​ผิดหวัง​ดอก​ครับ”
“หื้อ​โอกาส วง​พระจันทร์​มัน​บ้าง ​อย่าง​ใด​เสีย นั้น​ก็​สายเลือด​ดี สืบ​โค​ตร​ไป​ได้​ถึง​ปู่​ย่า​ตา​ทวด ย่า​หัน​มา​นัก​แล้ว ไอ้​ที่​ฮัก​กัน​จะ​เป็น​จะ​ตาย สุดท้าย​มัน​ก็บ่ได้​ครอง​ฮัก​กัน”
“คุณ​ย่า​หมาย​ถึง ท่าน​ปู่​ศิริ​วัฒนา​ใช้​ก่อ​ครับ”
“ไป​ฮัก​คน​ที่​บ่ได้​ฮัก​ตัว มอง​บ่หัน​​ความ​ฮัก​ที่​อีก​คน​นี้ มัน​ก็​บ่ต่าง​จากบ่​มี​หัวใจ​หรอก” บัว​เงิน​ถอน​ใจ
เย็น​วัน​เดียวกัน ธนินทร์​แวะ​มา​หา​สรัญญา​ที่​คอน​โดฯ​เพื่อ​ปลดปล่อย​อารมณ์ สรัญญา​อ้อน​ให้​เขา​ค้าง​กับ​เธอ แต่​ธนินทร์​ว่ามี​ประชุม​เช้า​ต้อง​กลับ​ไป​เตรียมตัว
“นึก​ว่า​จะ​รีบกลับ​ไป​เฝ้า​คู่หมั้น​ซะ​อีก หมั้น​กัน​ตั้ง​หลาย​ปี ยัง​ไม่ได้​แต่ง คุณ​ยัง​อุตส่าห์​รอ​อีก​เหรอ ใครๆเขา​ก็​พูด​กัน​ระหว่าง​คุณ​​กับ​เร​ริน ดู​ยัง​ไง้ เคมี​มัน​ก็​ไม่​ทำ​งาน ฉัน​ไม่​ได้​แช่ง​นะ แต่​ฉัน​ว่า​คุณ​กับ​เร​ริน เป็น​คู่​ที่​ไป​ด้วย​กัน​ไม่​รอด​หรอก”
“ต้องคู่กับเธองั้นสิ เคมีถึงจะทำงาน”
“ก็รึไม่จริง อย่างน้อยเวลาคุณเครียดไม่รู้จะไประบายที่ไหน คุณก็คิดถึงฉันทุกทีไม่ใช่เหรอ หรือว่าที่ดึงเกม พยายามรักษาสภาพของคู่หมั้นเอาไว้ นี้ก็แค่ขอให้ได้กินตับยัยเรริน ซะก่อน ระวังให้ดีเถอะ ถึงเวลาจะได้กินขึ้นมาจริงๆ คุณอาจจะต้องหาขวานมาจามเปิดทาง เพราะหินปูนมันจับจนหาทางเข้าไม่ได้แล้ว” สรัญญาหัวเราะร่วน
“สรัญญา...ถึงรินเขาเป็นยังไง อย่างน้อยเขาก็มีค่ามากกว่าผู้หญิงที่ทำตัวเป็นผู้หญิงชั้นต่ำอย่างเธอ” ธนินทร์ไม่พอใจลุกเดินหนีไป
สรัญญาตาขวางมองตามอย่างแค้นใจ
ในขณะที่เรรินก็ยังวนเวียน คิดถึงแต่เรื่องผ้าที่ทอไม่เสร็จกับเจ้านางมณีริน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอสะดุ้งมองดูเบอร์ที่โทร.เข้ามาเห็นเป็นพรรณวรินทร์ก็รีบกดรับ
พรรณวรินทร์โทร.มาเกลี้ยกล่อมให้ลูกกลับบ้าน เพื่อจะได้ปรับความเข้าใจกับธนินทร์
“แม่คะ พอดี รินมีงานสำคัญต้องทำ คงอีกหลายวันกว่ารินจะกลับกรุงเทพฯค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ รินสบายดี แล้วรินจะโทร.มาหาแม่เอง เท่านี้ก่อนนะคะแม่ รินรักแม่ค่ะ” เรรินกดปิดโทรศัพท์ แล้วหันไปเทยาแก้ไมเกรนมาทาน เธอมองแหวนหมั้นในนิ้วนางข้างซ้าย แล้วค่อยๆ ถอดมันออก เพราะถึงเวลาแล้วที่ต้องเข้มแข็งและไปให้ถึงจุดจบที่ตั้งใจเอาไว้ให้ได้
เรรินลงมาเดินเล่นที่หน้ารีสอร์ต วันดาราชักชวนให้ออกไปเก็บดอกปีบมาประดับห้อง เธอจึงได้พบกับสุริยวงศ์ที่เดินเหนื่อยใจเข้ามา ทั้งสองยืนตะลึงไม่คาดฝันว่าจะได้เจอกันอีก วันดาราตามออกมาพอดี จึงแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกันอย่างเป็นทางการ และชวนเข้าไปดื่มน้ำชาข้างใน
สุริยวงศ์ตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุดแอบกระซิบบอกวันดาราว่า เรรินคือแม่หญิงที่เขาไปเจอที่แม่แจ่ม
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ น้องชายพี่นี่ตาแหลมเหมือนกันนี่นะ คุณรินเปิ้นน่าฮัก ถูกใจพี่ขนาด” วันดารายิ้มชอบใจ ขณะที่สุริยวงศ์เขินจนน่าขำ
เมื่อได้พูดคุยกัน สุริยวงศ์ก็รู้ว่าเรรินสนใจเรื่องผ้าทอโบราณมาก จึงชวนเธอไปพบบัวเงินเพื่อชมผ้าโบราณล้านนาที่บัวเงินเป็นเจ้าของ
“งั้นพรุ่งนี้เช้า ผมจะมารับคุณรินนะครับ” สุริยวงศ์นัดหมาย
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก”เรรินดีใจ
ooooooo
บัวเงินสั่งให้บ่าวในบ้านไปซื้อไก่ทั้งตัวที่ถูกเชือดแล้วมาให้ บ่าวข้องใจถามว่า จะแกงอะไรเพราะจะได้เตรียมของถูก แต่กลับโดนตวาด
“บ่ต้องมาสู่รู้ จะไปไหนก็ไป” บัวเงินกระชากไก่ในมือบ่าวเดินเข้าห้องที่ถูกปิดตาย
“อีเม้ย มึงอยู่แถวนี้ก๊า”บัวเงินหิ้วคอไก่ต่องแต่งเรียกหาข้ารับใช้ เสียงหายใจครืดคราดค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆในความมืดสลัว
“มากินอาหารของมึงเสีย”บัวเงินโยนซากไก่ลงไปที่พื้น เพียงอึดใจซากไก่ก็ถูกกระชากหายลับเข้าไปในความมืด หลังโต๊ะเครื่องเซ่น ตามมาด้วยเสียงฉีก แหวะ ควัก เนื้อไก่สดๆกินอย่างมูมมาม
“อดอยากปากแห้งจนน่าสมเพชแต๊ๆนะมึง”บัวเงินหมุนตัวจะเดินออก แต่มือสกปรกของผีอีเม้ย เอื้อมมาจับข้อเท้าบัวเงินเอาไว้
บัวเงินหันมามองหน้าอีเม้ยหน้าที่ดำเป็นตอตะโก เลือดไก่ยังฉ่ำเลอะปากสกปรก ดวงตาของมันเหมือนจะถลนตกนอกเบ้า และที่สำคัญมีแต่ตาขาวไม่มีตาดำ มันเอ่ยกับบัวเงินด้วยความภักดี
“บ่าวฮู้...ว่าทูนหัวของบ่าว บ่มีวันทอดทิ้งบ่าวดอกเจ้า”
ด้านสุริยวงศ์ เขาลงครัวทำอาหารพื้นเมืองล้านนาให้เรรินได้ชิม โดยมีวันดาราเป็นกองเชียร์เพราะหวังให้น้องชายพิชิตใจเรรินได้สำเร็จ
“น้องชายพี่คนนี้เขาเรียนจบด้านอาหารมาจากฝรั่งเศส เชียวนะเจ้า เป็นนักออกแบบอาหาร แต่เปิ้นมักถ่อมตน เปิ้นมีร้านอาหารอยู่ในเวียงเจ้า ชื่อร้านกาสะลอง”
“ร้านกาสะลอง ที่มีต้นปีบใหญ่อยู่หน้าร้านนะเหรอคะรินเคยแวะเข้าไปอุดหนุนกาแฟมาถ้วยหนึ่งแล้วล่ะคะ ร้านสวยน่ารักมากเลยค่ะ”
“ขอบคุณครับ ผมไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายหรอกครับ อาศัยครูพักลักจำเอามากกว่า อย่างอาหารที่ร้านก็เน้นอาหารเมืองนี่แหละครับ แต่ปรับหน้าตาให้ดูร่วมสมัยขึ้นมาหน่อยเท่านั้นเอง อย่างจานนี้ก็เป็นอาหารง่ายๆคนเหนือทุกบ้านก็ทำกินกันทั้งนั้น แต่มันคงง่ายซะจน ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นจานเด็ดเพื่อสุขภาพได้หรอกครับ คุณรินจะลองชิมดูไหมครับ” สุริยวงศ์ยื่นจานยำผักให้เรรินชิม
เรรินม้วนผักกาดด้วยส้อมชิมแล้วเอ่ยชม “อร่อยค่ะ อร่อยมากเลย ปกติถ้ามีเวลารินก็ชอบทำอาหารเหมือนกัน สงสัยว่าวันหลังจะต้องขอถ่ายทอดวิชาจากฟู้ดสไตลิสต์คนนี้บ้างละค่ะ”
“ยินดีครับ ด้วยความยินดี อยู่เชียงใหม่นานๆสิครับ ผมจะได้สอนให้ทำอาหารเหนือให้เป็นให้หมดเลย” สุริยวงศ์ยิ้มจริงใจ
เรรินยิ้มรับรู้สึกวางใจและเป็นกันเองกับสุริยวงศ์ได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากสุริยวงศ์กลับไปแล้ว วันดาราก็นำผ้าซิ่นมาให้เรรินเลือก เพราะอยากให้เธอนุ่งซิ่นไปพบบัวเงินในวันพรุ่งนี้ “คุณย่าเปิ้นเป็นคนเก่าคนแก่ เปิ้นคงจะปลื้มใจที่คนรุ่นใหม่สนใจของเก่าของโบราณ บ่ได้ทอดทิ้ง เปิ้นจะได้เอ็นดู เลือกไปเถอะเจ้า”
“ขอบคุณค่ะพี่วัน แต่รินว่าเลือกยากจังเลยเพราะงามทุกผืน งั้นรินขอเลือกผ้าซิ่นแม่แจ่ม ผืนนี้ก็แล้วกันค่ะพี่วัน” เรรินลูบคลำผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม

ooooooo
กลางดึกคืนนั้น เรรินฝันเห็นเจ้าศิริวัฒนามาพบ ท่านถามเธอว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะทอผ้าเสร็จทั้งผืน
“ฉันเองก็ไม่รู้ ฉันบอกคุณไม่ได้หรอก เพราะลายไม่ง่าย และที่สำคัญ เขาห้ามไม่ให้ฉันเข้าไปทอผ้าผืนนั้นอีก ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน...แต่ฉันไม่เปลี่ยนใจแน่ ยังไงฉันก็จะทอผ้าผืนนั้นให้เสร็จให้ได้”
“ไม่ว่าจะนานแสนนานแค่ไหน เจ้ารินก็เป็นคนมุ่งมั่นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยินดีนัก อ้ายยินดีนัก” เจ้าศิริวัฒนาขยับเดินออกมา เรรินเดินตามพลางเอ่ยถามเรื่องเจ้านางมณีว่าตายเพราะอะไรกันแน่
“ไม่ว่าจะตายยังไงมันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าใจทั้งนั้นไม่ใช่หรือ กิเลส ตัณหา ราคะทำให้คนทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเอง แล้ว
คุณจะเห็นเองว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง คุณจะเข้าใจเองว่าทำไมมันต้องจบลงอย่างนั้น” เจ้าศิริวัฒนาตอบพลางเอื้อมมือไปเด็ดดอกพุดบานแย้มดอกใหญ่ออกมาจากต้นและยื่นให้เรริน
“คุณชอบดอกเก็ดถะหวาไหม”
“ฉันชอบดอกไม้ทุกอย่างค่ะ”เรรินรับดอกไม้มา
“แต่คุณก็ชอบดอกกาสะลองมากกว่า ไม่ว่าจะนานแสนนานแค่ไหน เจ้ารินก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”เจ้าศิริวัฒนายิ้มเศร้า
“ฉันว่ากลิ่นของมันออกจะฉุนเฉียวไปหน่อย ดอกกาสะลองหอมเย็นกว่า  เอ ต้นของมันอยู่ทางโน้นใช่ไหมคะ”
เรรินหันไปทางทิศต้นปีบ  แต่เมื่อหันกลับมาก็ไม่พบเจ้าศิริวัฒนาแล้วเรรินสะดุ้งตื่นงงกับความฝันที่เหมือนจริงไม่มีผิดและต้องแปลกใจเมื่อมองไปทางผ้าซิ่นที่พับวางเอาไว้เห็นมีดอกพุดวางอยู่
ooooooo
เช้าวันใหม่สุริยวงศ์มารับเรรินตามนัด วันดาราแซวน้องชายว่า คงตื่นเต้นจนทานอะไรไม่ลง แต่สุริยวงศ์ไม่ว่าอะไรเพราะมัวตะลึงมองเรรินที่นุ่งซิ่น สวมเสื้อผ้าฝ้ายทอมือสีครีมสะอาด รวบผมทิ้งมวยหลวมๆ งามเรียบง่ายจนน่าตะลึง
วันดาราเห็นอาการน้องชายก็รีบชงให้นำดอกปีบที่เก็บมาเสียบผมให้เรรินเพราะจะได้งามครบเครื่อง
ระหว่างทางมาบ้านบัวเงิน สุริยวงศ์บอกเล่าเรื่องราวของผู้เป็นย่าให้เรรินฟังว่า ตอนนี้ท่านอายุเก้าสิบแล้ว แต่ยังแข็งแรงและความจำดีมาก ถ้าเรรินอยากรู้เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องในคุ้มเจ้าหลวงเชียงใหม่ ก็ให้ถามท่านได้ เพราะท่านเคยใช้ชีวิตอยู่ในคุ้มเจ้าหลวง
“คือคุณย่าผมท่านเกือบจะได้เป็นชายาของเจ้าหลวงเชียงใหม่ครับ แต่สุดท้ายก็ได้เป็นแค่หม่อมของท่าน” สุริยวงศ์ทิ้งท้าย เพราะมาถึงบ้านบัวเงินแล้ว
สุริยวงศ์ให้บ่าวขึ้นไปเรียนบัวเงินว่าเขามาขอพบ แล้วพาเรรินเข้าไปนั่งในห้องรับแขกเพราะจะเข้าไปกราบคุณย่าก่อน   เรรินรับคำพลางกวาดสายตาสำรวจรอบๆอย่างชื่นชม แต่เธอไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังถูกผีอีเม้ยจับตามองอยู่ เพื่อหาโอกาสเล่นงาน
ด้านสุริยวงศ์ก็เข้าไปกราบเรียนบัวเงินว่าพาเพื่อนมาพบ เพราะเธอสนใจผ้าทอโบราณ บัวเงินนึกระแวงกลัวจะเป็นคนรักของหลานชาย สุริยวงศ์ออกตัวว่าเพิ่งรู้จักกันเพราะเธอเป็นแขกที่รีสอร์ตของวันดารา
“ไหนพาย่าออกไปซิ ย่าชักอยากจะเห็นหน้าเพิื่อนของเจ้าคนนี้เต็มทนแล้ว”บัวเงินขยับลุกขึ้น
“ครับคุณย่า” สุริยวงศ์ขยับเข้าประคองบัวเงินให้ลุกขึ้นไปที่ห้องรับแขก
ทันใดนั้นเมฆสีดำก็ทะยานเข้าบดบังพระอาทิตย์ จนฟ้าหลัว บ่าวถือเชิงเทียนที่จุดไฟแล้วเข้ามาให้เรรินพลางบ่น “บ่ฮู้เป็นอะหยัง เมื่อกี้ยังฟ้าแจ้งจางปางอยู่ดีๆ นี่ไฟก็ดับทั้งบ้านเลยแปลกแต๊ๆ”  บ่าววางเทียนไว้มุมหนึ่งแล้วถอยออกไป สวนกับสุริยวงศ์ที่พาบัวเงินเข้ามา

เรรินมองบัวเงิน สุริยะรีบแนะนำ “คุณรินครับ นี่คุณย่าบัวเงินของผม นี่คุณรินครับ คุณย่า”

เรรินขยับเข้ามาใกล้บัวเงินแล้วกราบลงที่พื้น บัวเงินชะงักถามว่า ชื่ออะไร

“เรรินค่ะ ดิฉันชื่อเรริน” เรรินเงยหน้าขึ้นตอบ

บัวเงินจ้องเรรินตัวแข็ง ตาไม่กะพริบ พลันเสียงสายฟ้าฟาดโครมครืน แสงฟ้าแลบวาบเข้ามาถึงในห้องหน้าเรริน
สว่างวาบ บัวเงินตะลึงเพราะภาพที่เห็นคือเจ้านางมณีรินสวมชุดเจ้าหญิงเชียงตุงนั่งอยู่

ฟ้าผ่าลงเปรี้ยง! ยอดไม้ใหญ่หักสะบั้นลง ลมพัดกระโชกเข้ามาอย่างแรงภายในห้อง พร้อมกับเสียงตวาดของบัวเงิน “อีมณีริน มึงกลับมาจนได้สินะ อีงูพิษ มึงกลับมาทำไมอีมณีรินคนอย่างมึงไม่เคยเข้าใจอะไรง่ายๆหรอก มึงไม่เคยนึกถึงคนอื่นนอกจากตัวของมึงเอง” บัวเงินลุกขึ้นชี้หน้าเรริน

เรรินตกใจงงหันมาทางสุริยะ สุริยะร้องห้าม “คุณย่าครับ คุณย่าคงเข้าใจอะไรผิดแล้วละครับ”

“ออกไป๊ ออกไปจากเรือนกูเดี๋ยวนี้ อีมณีริน อีงูพิษมึงมันร้ายกาจกว่าที่กูคิดชาตินี้กูไม่เคยคิดเลยว่ามึงจะหวนกลับมาได้อีก คนอย่างมึงตายไปแล้วยังพิษสงมากนัก ออกไป๊กูบอกให้ออกไป”

เรรินแทบช็อก ขณะที่สุริยะพยายามดึงบัวเงินไว้ สุดท้ายบัวเงินก็เป็นลมล้มพับลงไป สุริยวงศ์กับบ่าวช่วยกันพาไปพักในห้อง ทิ้งให้เรรินอยู่ตามลำพัง อีเม้ยสบโอกาสห้อยหัวลงมาจากขื่อเพดานเหมือนค้างคาวหลอกเรริน

เรรินตกใจสุดขีดหมดสติไปอีกคน บ่าวออกมาเห็นก็รีบไปตามสุริยวงศ์

“คุณริน สองคนช่วยกันดูแลคุณย่าเปิ้นโตย” สุริยวงศ์สั่งบ่าวแล้วปล่อยมือจากบัวเงิน รีบผละออกไป

“อีมณีริน มึงกลับมาจองเวรจองกรรมกะกู กลับมาเพื่อจะควักหัวใจของกูให้ได้ใช่ก๊า...อีคนมารยาสาไถ” บัวเงินแค้นใจนัยน์ตาซึ่งฝ้าฟางเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวดุดัน

ooooooo

สุริยวงศ์ออกมาดูแลเรรินจนเธอได้สติ เขาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า เกิดอะไรขึ้น แต่เรรินไม่กล้าบอกความจริงจึงตัดบทว่า คงตาฝาดไป แล้วไล่ให้สุริยวงศ์กลับไปดูแลบัวเงิน

“ไม่เป็นไรครับ คำปัน...ฉันจะไปส่งคุณรินก่อนนะ ฝากดูแลคุณย่าด้วยมีอะไรก็โทรศัพท์หาฉันได้ตลอดเวลา” สุริยวงศ์สั่งบ่าวแล้วประคองเรรินไปขึ้นรถ

เรรินค่อยๆหันกลับไปมองที่ตัวบ้าน แล้วต้องตะลึงรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจดปลายเท้า เมื่อเห็นบัวเงินยืนจ้อง

มองลงมาจากที่หน้าต่างห้อง แต่ที่น่าขนลุกไปกว่านั้น ร่างดำทะมึนของผีอีเม้ย ประกอบอยู่หลังบัวเงินด้วยเล่นเอาอาการไมเกรนของเธอกำเริบขึ้นมาทันที จึงต้องให้สุริยวงศ์ช่วยแวะร้านขายยา

เรรินยังข้องใจเรื่องที่บัวเงินเรียกเธอว่า มณีริน จึงเอ่ยถามสุริยวงศ์ เพราะไม่แน่ใจว่า บัวเงินหมายถึง เจ้านางมณีรินหรือเปล่า

“ไม่ทราบสิครับ อาจจะเป็นคนเก่าแก่ที่คุณย่าท่านเคยรู้จักก็ได้ คุณย่าท่านเคยอยู่ในคุ้มเจ้าหลวงมาครึ่งค่อนชีวิตท่าน ตั้งแต่เจ้าหลวงองค์ก่อนท่านยังไม่พิราลัยแน่ะครับ แต่ผมว่าคุณย่าท่านเลอะเลือนมากกว่าครับปีนี้ท่านก็เก้าสิบแล้ว เป็นธรรมดาของคนแก่น่ะครับ” สุริยะให้ความเห็น

เรรินไม่พูดอะไรต่อทั้งที่เกิดคำถามขึ้นมากมายในใจ

ขณะเดียวกัน บัวเงินก็เข้ามาคุยกับผีอีเม้ยในห้อง เพราะเชื่อว่า เจ้านางมณีรินกลับมาจองเวรเธอแล้ว

“หม่อมเจ้าขา หม่อมของเม้ย หม่อมบ่ต้องกลัวดอก ต่อให้มีสิบอีมณีรินมันก็ยะอะหยังหม่อมของเม้ยบ่ได่ เม้ยจะปกป้องหม่อมด้วยชีวิตของเม้ยเจ้า” อีเม้ยปลอบใจ

บัวเงินแววตาเหี้ยมไม่ต่างไปจากเมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว

วงพระจันทร์ที่บังเอิญมาทำธุระในเมือง เห็นสุริยวงศ์เดินออกมาจากร้านขายยากับผู้หญิงคนหนึ่งก็นึกระแวงจึงโทร.เช็ก สุริยวงศ์ตอบตามจริงว่า เขาออกมากับแขกที่รีสอร์ต ของวันดารา แต่วงพระจันทร์ไม่เชื่อรีบไปดักรอชายหนุ่มที่ร้านเพื่อเค้นความจริง

ในขณะที่สุริยวงศ์พาเรรินมาส่งที่รีสอร์ต วันดาราเดินยิ้มออกมารับ

“เป็นจะไดคุณริน ผ้าโบราณของคุณย่าเปิ้นงามก่อ”

“ไม่ทันได้ดูผ้าหรอกค่ะพี่วัน” เรรินสีหน้าไม่ดีนัก

วันดาราแปลกใจเตรียมจะซัก แต่สุริยวงศ์ขัดคอ ขอให้เรรินขึ้นไปพักก่อน เพราะเธอปวดหัว เรรินรีบขอตัว วัน–ดารางงหนักซักสุริยวงศ์ว่า เกิดอะไรขึ้น

“ผมก็บ่เข้าใจ๋เหมือนกั๋นครับพี่วัน ทีแรกก็ทำท่า

ว่าทุกอย่างจะไปได้ดี แต่พอคุณย่าเห็นหน้าคุณรินเท่านั้นแหละครับ เปิ้นลุกขึ้นชี้หน้าไล่ตะเพิดคุณริน แล้วก็เรียกคุณรินเปิ้นว่าอีมณีรินครับ”

“มณีริน ป๊าด...คุณย่าเปิ้นฟั่นเฟือนกันไปใหญ่แล้ว”

เรรินกลับมานั่งคิดหนักไม่เข้าใจว่า ทำไมบัวเงินถึงเรียกเธอว่ามณีริน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เรรินก้มดูเห็นเป็นเบอร์ ของแม่ก็กดรับ แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นธนินทร์ที่แอบใช้โทรศัพท์ของพรรณวรินทร์โทร.มา เขาออดอ้อนขอให้เธอกลับไปและถามถึงเงินค่าผ้าว่าจะให้จัดการอย่างไร เรรินให้ฝากไว้ กับพรรณวรินทร์ แล้วกดปิดเครื่อง

“ฮัลโหล ริน...ริน ปัดโถ่เว้ย” ธนินทร์ทำฮึดฮัด แล้วก็ชะงักเพราะพรรณวรินทร์เดินออกมาพอดี

พรรณวรินทร์ไม่พอใจนักที่ธนินทร์ถือวิสาสะใช้โทรศัพท์ของเธอ

“พอดีรินเขาโทร.เข้ามาเครื่องคุณแม่นะครับ ผมเห็นเป็นเบอร์รินดีใจจนลืมตัวนะครับ เลยรับสายซะเอง” ธนินทร์แก้ตัว

“เหรอจ๊ะ แล้วคุยอะไรกันบ้างล่ะ” พรรณวรินทร์ฝืนยิ้มให้

“ผมถามรินเขาเรื่องเงินที่ขายผ้าได้ รินเขาบอกให้เก็บเอาไว้ที่ผมก่อนดีกว่าครับ” ธนินทร์โกหกต่อพลางส่งโทรศัพท์คืนให้

“เหรอจ๊ะ” พรรณวรินทร์พูดซ้ำ เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างน่าสงสัย

ooooooo

สุริยวงศ์กลับมาถึงร้านก็โดนวงพระจันทร์เล่นงานตามแบบฉบับนางร้าย ชายหนุ่มสุดทนพูดสวนออกไป

“จะพูดจาอะไรหัดคิดให้ดีซะก่อนที่จะพูดออกมาดีกว่านะ อย่างน้อยเธอก็เป็นคนดูมีการศึกษา ก่อนที่จะหวังให้คนอื่นเขาให้เกียรติเธอ เธอต้องรู้จักให้เกียรติคนอื่นเขาก่อน”

“อีคนนั้นมันเป็นใครมาจากไหน คุณถึงมาด่าฉันฉอดๆ ยังงี้”

“ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยวงพระจันทร์ เพราะแค่นาทีนี้เธอกับคุณรินก็เทียบชั้นกันไม่ได้แล้ว เลิกดูละครน้ำเน่าในทีวีได้แล้ว ไม่งั้นเธอจะติดเอานิสัยแย่ๆแบบที่เห็นมาใช้ อายคนอื่นเขาเปล่าๆ” พูดจบสุริยวงศ์ก็เดินออกไปหลังร้านทันทีทิ้งให้วงพระจันทร์ยืนอึ้งกรี๊ดไม่ออก เพราะเจ็บจนจุก

ด้านวันดารา เธอขึ้นมาดูแลเรรินพลางปลอบใจเรื่องบัวเงินว่า คงเลอะเลือนฟังชื่อเรรินเพี้ยนเป็นมณีริน

“แล้วคุณย่าของพี่วันกับเจ้านางมณีรินท่านเกี่ยวข้องกันยังไง พี่วันพอจะทราบไหมคะ” เรรินซัก

“โอ้โฮ เรื่องมันนมนานมาแล้วนะคะคุณริน”

“พอเจ้านางมณีรินท่านสิ้นใจไปเกิดอะไรขึ้นคะ”

“เขาเล่ากันว่า เจ้าศิริวัฒนาเปิ้นก็เข้าพิธีอภิเษกกับแม่ญิงอีกคนนึ่ง ไม่นานเปิ้นก็ล้มป่วย แล้วก็สิ้นใจตามเจ้านางมณีรินไปอีกคนเจ้า”

“ยิ่งฟังยิ่งน่าเศร้านะคะ”

“คุณรินจะไม่ถามพี่เหรอเจ้า ว่าเจ้าศิริวัฒนาเปิ้นแต่งงานกับผู้ใด”

“คะ...ท่านแต่งงานกับใครคะพี่วัน”

“คุณย่าบัวเงิน แล้วสุริยะเปิ้นมีเชื้อสายเจ้าเชียงใหม่นะคุณริน แต่ก็บ่ใช่หลานสายตรงของเจ้าศิริวัฒนาดอกเจ้า เพราะหลังจากเป็นม่ายอยู่หลายปี คุณย่าบัวเงินเปิ้นก็แต่งงานใหม่กับปู่ของสุริยะเปิ้น เป็นเชื้อสายเจ้าเชียงใหม่เหมือนกัน” วันดาราให้ข้อมูลเพิ่ม

เรรินเริ่มเข้าใจ แต่คนที่ยังไม่เข้าใจก็คือวงพระจันทร์ เธอเข้าไปบีบน้ำตาฟูมฟายฟ้องบัวเงินเรื่องเรรินกับสุริยวงศ์แถมตอกไข่ใส่สีหวังให้บัวเงินเรียกสุริยวงศ์มาจัดการ แต่กลับโดนตวาดไล่

วงพระจันทร์เดินหัวเสียออกมาที่บันไดปากก็พึมพำด่าบัวเงิน ผีอีเม้ยที่รออยู่ตรงเข้าเล่นงาน วงพระจันทร์กรีดร้องสุดเสียงก่อนแล้วกลิ้งหลุนๆตกบันได

ooooooo

คืนนั้นเรรินได้พบกับเจ้าศิริวัฒนาอีกครั้ง เขามาหาเธอถึงในห้อง เพราะเป็นห่วงที่เธอไปบ้านบัวเงิน

“คุณหมายถึงบัวเงิน คุณย่าของคุณสุริยวงศ์น่ะเหรอคะ ทำไมคะ”

“มีอันตรายที่นั่น อีเม้ยและบัวเงิน”

“เม้ย...ใครคะ”

“นอกจากอีเม้ยแล้ว เธอจงระวังบัวเงินให้ดี หากไม่จำเป็น แล้ว โปรดอย่าไปที่นั่นอีก...อย่าให้บัวเงินทำร้ายเธอได้อีก”

“คะ ฉันไม่เข้าใจว่าคุณกำลังจะบอกอะไรฉันกันแน่ ทำไมฉันต้องระวังคุณย่าของคุณสุริยวงศ์ด้วยท่านจะทำอะไรฉัน”

“แล้วสักวันเธอก็จะเข้าใจเอง สักวันเธอจะเข้าใจทุกอย่าง” ศิริวัฒนาขยับตัวทำท่าเหมือนจะจากไป

“เดี๋ยวสิคะ ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณชื่ออะไร”

เจ้าศิริวัฒนายิ้มเศร้าให้เรรินแล้วยื่นดอกพุดให้

เรรินเอื้อมมือไปรับดอกพุดมาพลางเอ่ยถามว่า จะได้พบกันอีกไหม แต่ไม่พบเจ้าศิริวัฒนาอยู่ตรงนั้นแล้ว

ขณะที่เรรินกำลังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ร้านกาสะลองของสุริยวงศ์ก็มีโอกาสได้ต้อนรับสรัญญาที่มาเยี่ยมเยียนเพื่อนๆถึงเชียงใหม่ และเธอก็รีบโปรยเสน่ห์ใส่เจ้าของร้านทันที ด้วยหวังจะยกระดับตัวเอง

เช้าวันใหม่ เรรินเข้ามาขอยืมจักรยานจากวันดาราเพราะจะกลับไปที่เก็ดถวาอีกครั้ง เมื่อมาถึงด้านหน้าพิพิธภัณฑ์พรรณวรินทร์โทร.มาเตือนให้ลูกสาวระวังตัว เพราะเมื่อคืน เธอฝันไม่ดีนัก

“รินสบายดีค่ะแม่ รินรักแม่นะคะ” เรรินกดปิดโทรศัพท์ แล้วมองเข้าไปในคุ้มเจ้าหลวงอย่างแน่แน่ว ก่อนจะจูงจักรยานเข้าไปจอดที่เดิม แล้วเดินเข้าไปด้านใน

ไหมแมที่กำลังตรวจเอกสารเห็นเรรินกลับมาอีกก็รีบกันท่า เพราะกลัวเธอจะแอบเข้าไปทอผ้าอีก เรรินยืนยันหนักแน่นว่า เธอจะอยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้นจริงๆ ไหมแมจนใจต้องยอมให้เรรินเข้าไป แต่คอยจับตาอยู่ตลอด

เรรินชมผ้าแต่ละชิ้นด้วยความสนใจ และรอโอกาสหลบลงไปชั้นล่างเพื่อทอผ้าต่อ ไม่นานนัก ไหมแมก็ละสายตาเรรินไปสั่งงานกับช่างไฟและแม่บ้านที่เข้ามาเตรียมสถานที่ เพราะจะมีงานเลี้ยงในอาทิตย์หน้า เรรินได้โอกาสรีบหลบลงไปชั้นล่างและโชคดีที่ไหมแมสั่งให้แม่บ้านไปไขประตูห้องทอผ้ารอไว้เพื่อให้ช่างไฟเข้าไปเปลี่ยนหลอดไฟ

เรรินรีบแฝงตัวเข้าไปในห้องความมืดสลัวทำให้ต้องยืนนิ่งเพื่อปรับสายตาตัวเองครู่หนึ่ง เห็นกี่ทอผ้ายังคงตั้งอยู่ที่เดิม เธอเดินมาที่กี่ทอผ้าค่อยๆดึงผ้าสีขาวที่ปิดผ้าที่ทอค้างเอาไว้ออก แล้วนั่งลงปลดแกนไม้ที่ใช้ม้วนเก็บผ้าส่วนที่ทอเสร็จแล้วออกดู เห็นมีรอยเลือดแห้งจนเป็นสีน้ำตาลกระเซ็นเปื้อนเป็นจุดก็นึกเสียดาย

จู่ๆเทียนเก่าบนเชิงเทียนที่วางไว้หัวเสากี่ทอผ้าด้านหนึ่งก็เกิดติดไฟขึ้นเองอย่างน่าอัศจรรย์ เรรินชะงักมองไปรอบๆก็พบเจ้าศิริวัฒนายืนยิ้มเศร้าอยู่หน้าภาพเขียนสีน้ำมันขนาดใหญ่

“เจ้ารินยังมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวต่อสิ่งที่ศรัทธาเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง ขอบใจที่คุณแน่แน่วจะทอผ้าผืนนี้ให้เสร็จ”

“มันเหมือนเป็นภาระหน้าที่ที่ฉันจะต้องทำให้ได้ค่ะ ฝีมือของฉันอาจจะไม่ดีเท่าเจ้านางมณีรินแต่ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ”

“ยินดีนัก อ้ายยินดีนัก เจ้าริน”

เรรินไม่ว่าอะไร เธอก้มลงทอผ้าได้ยินเจ้าศิริวัฒนาเอ่ย “ผ้าผืนนี้ความจริงจะต้องใช้ในงานพิธีแต่งงาน คนที่เป็นเจ้าสาวจะต้องทอผ้าส่วนหนึ่งมอบให้เจ้าบ่าว อีกส่วนหนึ่งเป็นของเจ้าสาวเอง เส้นไหมจะต้องเส้นเดียวไม่ขาดจากกัน หมายถึงความรักนิรันดร”

“แม้ว่าตัวจะต้องจากกัน แต่ความรักก็ยังคงอยู่ ไม่มีวันเสื่อมคลาย อย่างนั้นใช่ไหมคะ”

“ส่วนของเจ้าบ่าวทอเสร็จไปแล้ว แต่ส่วนของเจ้าสาวยังไม่เสร็จ”

“หมายความว่าส่วนที่ฉันกำลังทออยู่นี่เป็นส่วนของเจ้าสาวใช่ไหมคะ เอ้อฉันเห็นรอยเปื้อนในผืนผ้ามันเป็นรอยเลือดใช่ไหมคะ” เรรินหันมามองแต่เจ้าศิริวัฒนายังนิ่งเธอจึงถามต่อว่าเป็นรอยเลือดของเจ้านางมณีรินใช่ไหม
เทียนดับวูบลงทันทีเหมือนถูกเป่าลมให้ดับ เรรินหันขวับไปมอง เจ้าศิริวัฒนากระซิบเตือนว่า เธอควรซ่อนตัวเพราะช่างไฟกำลังลงมา เรรินรีบลุกไปหาที่ซ่อนด้วยใจระทึก

ooooooo

No comments:

Post a Comment

My Blog List