Sunday, September 11, 2011

บทละคร รอยไหม ตอนที่ 4

 
สุริยวงศ์หยิบพวงหรีดออกมาจากรถ แล้วตรงไปยังศาลาตั้งศพ เขาชะงักเมื่อเห็นเรรินเดินมึนๆสวนออกมา เขาร้องเรียกแล้วเข้าไปคุยด้วย

เรรินเล่าเรื่องที่เธอพบยายคำเที่ยงให้ฟัง “ฉันคงเป็นคนสุดท้ายที่ได้คุยกับแกค่ะ ที่ตั้งใจมาหาแกวันนี้ก็เพราะมีอีกหลายเรื่องที่ฉันอยากรู้ อยากให้แกเล่าให้ฟัง”

“เรื่องเจ้านางมณีรินใช่ไหมครับ”

“คุณเคยรู้สึกไหมล่ะคะ เวลาที่เรามีเครื่องหมาย คำถาม และต้องการคำตอบให้ได้”

“ผมเสียใจด้วยถ้าคุณไม่ได้รับคำตอบนั้น”

“แต่ฉันก็ยังไม่หมดหวังหรอกนะคะ” เรรินมุ่งมั่น

สุริยวงศ์ยิ้มชื่นชมแล้วชวนหญิงสาวเข้าไปไหว้พระขอพรที่ในโบสถ์

เรรินเห็นสุริยวงศ์นั่งหลับตาอธิษฐานอยู่นานจึงเอ่ยถามว่า อธิษฐานอะไร ชายหนุ่มสบตาเธอนิ่งก่อนเอ่ย “ผม...เอ่อ ปกติผมก็ไม่เคยขออะไรจากพระท่าน แต่วันนี้ผมขอพรพระท่านให้คนที่ผมรักมีความสุข สมหวังในชีวิตทุกประการ  ผมอยาก ให้คุณมีความสุข...คุณริน ผมขอพรพระให้คุณมีความสุขครับ”

เรรินตะลึงคิดไม่ถึงว่า จะถูกบอกรักโดยมิทันตั้งตัว เธอรีบลุกเดินออกมาเพราะทำตัวไม่ถูก สุริยวงศ์ตามมาขอโทษแต่ยังยืนยันว่า เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร

“แต่เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานนะคะ”

“ผมเข้าใจ แต่มันเป็นเรื่องยากสำหรับคุณริน...ที่จะเชื่อ แต่สิ่งที่ผมพูด มันเป็นความสัตย์จริงครับ”

“ฉันยังรู้จักคุณน้อยเกินไป และคุณเองก็แทบจะไม่รู้จักตัวตนแท้ๆของฉันเลย”

“แต่คุณรินก็ไม่ได้รังเกียจที่เราจะเรียนรู้กันและกันใช่ไหมครับ ผมอยากจะขอโอกาสจากคุณริน...ได้ไหมครับ”

เรรินมองลึกเข้าไปในดวงตาเขาไม่พบอะไรนอกจากความจริงใจเต็มเปี่ยม

“อาจารย์เรริน...แหมดวงเราสองคนนี่สมพงศ์กันจริงๆ เลยนะจ๊ะ ไปไหนก็เจอกัน เหมือนโลกนี้มันแค้บแคบ” สรัญญาเข้ามาทักตามด้วยกลุ่มเพื่อนของเธอ

“พวกเราพาแซนดี้เขามาไหว้พระเก้าวัด เสริมสิริมงคลน่ะค่ะ” เพื่อนคนหนึ่งบอกกับสุริยวงศ์

“ได้ยินใครๆเขาว่า หลวงพ่อวัดนี้ศักดิ์สิทธิ์ม้ากมาก ขออะไรก็สมหวังโดยเฉพาะเรื่องของความรัก...จริงไหมคะคุณสุริยวงศ์” สรัญญาปรายตามองมาทางเรริน

เรรินยิ้มไม่ออกรู้ดีว่ากำลังถูกป่วนจึงขอตัว สุริยวงศ์ อาสาไปส่งแล้วรีบไปเอารถมารับ สรัญญาสบโอกาส

“ใจคอไม่คิดที่จะทักทายกันเลยรึไงจ้ะริน แบบนี้ภาษาไทยโบราณๆเขาเรียกอะไรนะ วัวสันหลังหวะใช่ไหม กลัวแฟนใหม่เธอจะรู้รึไงว่าเรารู้จักกันดี หรือกลัวว่าฉันจะปากโป้งบอกเขาว่าเธอมีคู่หมั้นอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วต๊าย... แหวนหมั้นไปไหนซะแล้วล่ะจ๊ะ ถอดเก็บเอาไว้เพราะกลัวผู้ชายคนใหม่จะเห็นรึไง โถ...น่าสงสารผู้ชายคนนี้จริงๆ”

“อย่าก้าวร้าวไปถึงคุณสุริยวงศ์นะ เขากับฉันเป็นเพื่อนกัน ไม่มีอะไรอย่างที่เธอคิด”

“ตายจริงแค่นี้ก็เป็นเดือดเป็นร้อนแทนกันซะแล้ว ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย อย่างนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ ภาษาไทยนะ...กินปูนร้อนท้องใช่ไหม คงจะเชื่อยากซักหน่อยนะ แต่ก็แน่แหละเธอมาบอกกับฉันมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกรอแก้ตัวกับแฟนของเธอเองจะดีกว่า” สรัญญาส่งยิ้มกวนๆแล้วเดินเชิดออกไป

เรรินเลือดขึ้นหน้าด้วยความโกรธ

ooooooo

สุริยวงศ์เห็นเรรินนั่งเงียบมาตลอดทางก็นึกห่วง จึงเอ่ยถามว่าเธอไม่สบายใจเพราะเขาหรือเปล่า เรรินบอกว่ามีเรื่องบางอย่างต้องคิด แต่ไม่เกี่ยวกับสุริยวงศ์

“ถ้ายังงั้น...แวะไปดื่มกาแฟที่ร้านผมก่อนนะครับ แล้วผมจะไปส่ง”

“ลำบากคุณเปล่าๆค่ะ”

“อะไรก็ตามที่ทำเพื่อคุณไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับผมเลยครับคุณริน” สุริยวงศ์เอ่ยอย่างจริงใจ

เมื่อมาถึงหน้าร้านทั้งสองก็พบวงพระจันทร์รอเล่นงานอยู่ เธอปราดเข้ามาต่อว่าเรรินชุดใหญ่และตบท้ายด้วยวลีฝรั่งเศสที่แปลได้ว่า เรรินคือโสเภณีชัดๆ

“หยาบคายเกินไปแล้ววงพระจันทร์” สุริยวงศ์กระชากตัววงพระจันทร์ออกมา

“ขอโทษนะคะฉันจะพยายามไม่ถือโกรธคุณเพราะคุณคงเข้าใจอะไรผิดๆ แต่ก่อนที่คุณจะด่าใคร คุณควรใช้สมองอย่างชนชั้นสูงของคุณให้มากกว่านี้   ไม่อย่างนั้นตัวคุณเองน่ะแหละจะเป็นยิ่งกว่าสิ่งที่คุณด่าคนอื่นเขา” เรรินโต้กลับเป็นภาษาฝรั่งเศสคล่องปรื๋อจนวงพระจันทร์ยืนตะลึง “ฉันคงไม่มีอารมณ์ดื่มกาแฟที่นี่แล้วละค่ะ ฉันจะกลับไปเอารถที่คุ้มเจ้าหลวงเอง คุณดูแลคนของคุณไปเถอะค่ะไม่ต้องเป็นห่วงฉัน ขอบคุณนะคะ” เรรินบอกกับสุริยวงศ์แล้วเดินจากไป

ด้านสรัญญาหลังจากกวนประสาทเรรินแล้วก็โทร.ไปฟ้องธนินทร์ว่า เธอเห็นเรรินทำหวานชื่นอยู่กับสุริยวงศ์ในวัดแถมที่นิ้วนางข้างซ้ายก็ไม่มีแหวนหมั้นของธนินทร์สวมอยู่แล้ว ธนินทร์โกรธจัดเตรียมขึ้นเชียงใหม่ทันที

เวลาเดียวกันนั้น วงพระจันทร์กำลังต่อว่าสุริยวงศ์เรื่อง เรริน ทำให้สุริยวงศ์เหลืออดประกาศว่า เขาบอกรักเรรินไปเรียบร้อย แล้ว และสั่งห้ามวงพระจันทร์มาวุ่นวายกับชีวิตของเขาอีก

วงพระจันทร์ยืนอึ้งพึมพำกับตัวเอง “ฝันไปเถอะ...คิดเหรอว่าคนอย่างฉันจะเลิกราง่ายๆไม่มีทาง”

เพียงครู่เดียว วงพระจันทร์ก็มานั่งตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอยู่ตรงหน้าบัวเงิน

“มันด่าวงพระจันทร์หยาบคายมากด้วยค่ะคุณย่า มันคงไม่รู้ว่าวงพระจันทร์ก็พอจะฟังภาษาฝรั่งเศสออกบ้าง มันด่าวงพระจันทร์ว่า เป็นผู้หญิงชั้นต่ำ ยิ่งกว่าโสเภณีค่ะคุณย่า”

“จะไดมึงปล่อยหื้อมันด่ามึงข้างเดียว บ่ตบปากสั่งสอนมันไป”

“ก็สุริยะน่ะสิคะคุณย่า เข้าข้างมัน วงพระจันทร์งี้ทั้งโกรธ ทั้งตกใจจนตัวชา ทำอะไรไม่ถูกเลย แล้วเขาบอกว่า เขาขอความรักมันแล้วน่ะสิคะคุณย่า คุณย่าคิดดูสิคะ รู้จักมันไม่กี่วันก็กล้าพูดว่ารักมันแล้ว วงพระจันทร์ว่า ถ้าเขาไม่เป็นบ้าไปแล้วก็ต้องโดนมันทำเสน่ห์ยาแฝดใส่เอาแน่ๆ” วงพระจันทร์จีบปากจีบคอ

บัวเงินนั่งเครียดคิดหาตัวช่วย

เวลาเดียวกันนั้น เรรินกลับมาที่คุ้มหลวงเธอหาทางจะเข้าไปด้านในเพื่อทอผ้าต่อ แต่ไหมแมออกมาพบจึงโดนไล่ออกมา แล้วเธอก็เหลือบไปเห็นตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ล้านนาที่หน้าจั่ว ซึ่งเหมือนกับลูกกุญแจโบราณที่ได้มาจากคำเที่ยง เรรินเข้าใจในทันทีว่ากุญแจดอกนั้นมีไว้เพื่ออะไร

“ขอบคุณมาก ยายคำเที่ยง ยายไม่ต้องห่วง ฉันจะทอผ้าผืนนั้นให้เสร็จให้ได้ อย่างที่ยายต้องการ” เรรินรับปากแล้วแอบเข้าไปในพิพิธภัณฑ์และใช้กุญแจดอกนั้นไขเข้าไปในห้องทอผ้า

ส่วนบัวเงินนำเครื่องในวัวสดมาเลี้ยงผีอีเม้ย เพื่อมอบหมายงานชิ้นใหม่ให้ทำ นั่นคือคอยติดตามเรรินและถ้าสบโอกาสก็ให้ฆ่าเสีย เหมือนที่เคยทำกับเจ้านางมณีริน

ผีอีเม้ยพยักหน้ารับคำ แล้วใช้มืออันแสนสกปรกโกยเครื่องในสดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

ooooooo

เรรินเข้ามาในห้องทอผ้าอันมืดสลัว แสงสว่างที่เหมือนมาจากช่องแสงสูงๆเพียงจุดเดียวสาดลงมาตรงๆที่ตำแหน่งทอผ้าพอดี หญิงสาวคลำหาสวิตช์ไฟทำท่าจะเปิด แต่เปลี่ยนใจเพราะกลัวคนข้างนอกเห็น เธอเดินตรงไปที่กี่ทอผ้า คลี่ผ้าขาวที่คลุมปิดผ้าที่ทอไม่เสร็จผืนนั้นออก พลางเผยยิ้มพอใจเหมือนได้เจอญาติผู้ใหญ่ที่นับถือ

ขณะที่เรรินลงมือทอผ้าต่อ สรัญญาก็มาหาสุริยวงศ์ที่ร้านและบอกกับเขาว่า เรรินมีคู่หมั้นแล้วและคงจะแต่งงานกันเร็วๆนี้ เพราะหมั้นกันมาข้ามปีแล้ว เมื่อเห็นสุริยวงศ์ยืนตะลึงก็รีบใส่ต่อ

“นี่รินเขาไม่ได้เล่าอะไรให้คุณฟังเลยเหรอคะ แย่จริง รินนี่กี่ปีๆก็ไม่ทิ้งนิสัยเดิม ตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยแล้วละค่ะ รินเขาชอบหว่านเสน่ห์ให้ใครต่อใครไปทั่ว ผู้ชายจะฆ่ากันตายก็เพราะรินเขามาหลายครั้งแล้วละค่ะ ที่แซนดี้ต้องมาบอกความจริงให้คุณรู้นี่ แซนดี้ไม่ได้คิดอะไรนะคะ แค่คู่หมั้นของรินเขาแซนดี้ก็รู้จักดี เขาเป็นสุภาพบุรุษ แล้วก็รักรินเขาม้ากมาก แซนดี้ไม่อยากเห็นเขาต้องผิดหวังเสียใจแล้วอีกอย่างนึงแซนดี้ว่าแซนดี้ดูคนไม่ผิด คุณก็เป็นคนดีมากคนหนึ่งแซนดี้ไม่อยากเห็นคุณต้องกลายเป็นคนโง่ ที่ถูกผู้หญิงหน้าซื่อๆคนหนึ่งหลอกเอาให้หัวปั่นเล่นเท่านั้นแหละค่ะ” แล้วสรัญญาผู้แสนดีก็จากไป ทิ้งให้สุริยวงศ์ยืนนิ่งจมอยู่ในความคิด...อื้ออึงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เรรินทอผ้าต่อได้สักพักก็ได้ยินเสียงพิณเปี๊ยะสามตัวโน้ตก็ดังกังวานขึ้น เธอชะงักหันมามองที่ภาพเขียนสีน้ำมันรูปคุ้มเจ้าหลวง แล้วจู่ๆแสงใต้และตะเกียงก็ค่อยๆจุดสว่างขึ้นเอง เรรินแปลกใจคิดว่าตัวเองตาฝาดไปจึงหันกลับมาเพื่อจะทอผ้าต่อ แต่เทียนที่ตั้งเอาไว้หัวเสากี่ทอผ้าจุดตัวเองค่อยๆ สว่างขึ้นพร้อมกับเสียงของเจ้าศิริวัฒนา “ทอผ้ามืดๆสายตาจะเสีย”

เรรินอึ้งเพราะตกใจที่เห็นเจ้าศิริวัฒนายืนยิ้มหม่นหมองอยู่ไม่ไกล เธอรีบเอ่ยถาม

“คุณมาได้ยังไงคะ”

“คุณคงลืมไปแล้วว่าผมเคยอยู่ที่นี่”

“เคยอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณนึกจะเดินเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้นี่คะ”

“ทีคุณยังมาได้อย่ากังวลไปเลยไม่มีใครรู้หรอกว่าคุณมาที่นี่ ผมไม่ให้ใครรู้แน่ว่าคุณเข้ามา” เจ้าศิริวัฒนาให้สัญญา แต่เรรินยังงงไม่หาย เจ้าศิริวัฒนาว่าเขาคงไม่รบกวนเธอแล้ว แค่จะทักทายและขอบคุณที่มาช่วยทอผ้าต่อเท่านั้น
“แล้วฉันกับผ้าผืนนี้มีอะไรเกี่ยวเนื่องกันคุณรู้ใช่ไหมคะ กรุณาเล่าให้ฉันฟังได้ไหม”
“คุณอยากรู้จริงๆหรือเจ้าริน เพราะเรื่องมันน่าเศร้าจนไม่มีใครอยากจดจำ”
“ค่ะ ฉันอยากรู้ช่วยเล่าให้ฉันฟังเถอะค่ะ ฉันอยากรู้จริงๆว่าเจ้านางมณีรินท่านเป็นใคร เกิดอะไรขึ้นกับท่าน...”
“งั้นก็...หลับตาลงสิ...เจ้าริน หลับเสีย มณีริน แล้วเราจะพาเจ้าไปดู” เจ้าศิริวัฒนากระซิบข้างหู
เรรินฝืนลืมตาไว้ไม่ไหว มือที่ถือกระสวยไว้อ่อนแรงลง กระสวยร่วงหลุดจากมือ เส้นไหมที่กรองเอาไว้เต็มกระสวย ร่วงเคว้งคว้างกลางอากาศ แล้วหล่นกระทบพื้น กระเด้งกระดอนหลายตลบ
ooooooo
บรรยากาศยามเช้าในพลับพลาค้างแรมกลางป่า มณีรินค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น เสียงช้างร้องแปร๋นๆแจ่มใสทำให้เธอตกใจลุกพรวดขึ้นนั่งทันที
“ตื่นแล้วก่อเจ้า” คำเที่ยงเข้ามาปรนนิบัติ
“อะหยัง...ตี้นี่ตี้ไหนกั๋น”
“เฮาอยู่ในเขตม่าน (พม่า) ก่อนข้าวแลงวันนี้ เฮาคงจะได้ข้ามน้ำสายไปฝั่งไทยแล้วเจ้า เจ้ารินตื่นก็ดีแล้วเจ้า จะได้แต่งตัวกิ๋นข้าว แล้วจะได้เดินทางกันต่อ เมื่อคืนคำเที่ยงเมื่อยขบไปทั้งตั๋ว จ๊างมันทำเอาตัวสั่นหัวคลอน”
“คำเที่ยง นี่เจ้าคือคำเที่ยงแต๊ๆก๊า” มณีรินจ้องคำเที่ยงนิ่ง
“เอาอีกแล้วนะเจ้าริน เล่นตลกอะหยังก็บ่ฮู้ คำเที่ยงบ่ม่วนด้วยดอกเจ้า ล้างหน้าล้างตาเต๊อะเจ้าจะได้แต่งตั๋ว”คำเที่ยงดุแล้วจะหันไปรับอ่างและเหยือกจากบ่าวให้มณีรินล้างหน้า แต่มณีรินลุกขึ้นจากที่นอน แล้วพรวดพราดแหวกม่านทึบออกไป
“เจ้าริน ออกไปบ่ได้เน้อ...ปิ๊กข้างในเต๊อะเจ้า” คำเที่ยง ตามมาดึงตัวไว้
มณีรินมองออกไปข้างนอกเห็นทหารยืนรักษาความปลอดภัย และเตรียมเทียบกูบที่ประทับขึ้นหลังช้างเตรียมตัวเดินทางจึงเอ่ยถามคำเที่ยงว่า เรากำลังจะไปที่ไหนกัน
“นครเชียงใหม่เจ้า เจ้ารินจะไปนครเชียงใหม่เพื่ออภิเษกกับเจ้าราชบุตรเปิ้นเน้อ” คำเที่ยงเฉลย
มณีรินยืนอึ้งเหมือนเพิ่งได้ยินสิ่งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต คำเที่ยงพาเจ้านางกลับเข้าข้างในเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง มณีรินแอบบ่นว่า เธอไม่อยากแต่งงานเพราะไม่ได้รักเจ้าศิริวัฒนา
“อยู่กันไปก็ฮักกันไปเองละเจ้า” คำเที่ยงแนะนำ
“เฮาบ่เชื่อ บ่ฮักตะแรก อยู่ไปเมินแค่ไหน ก็บ่มีทางฮักขึ้นมาได้ดอก”
“เจ้ารินบ่ฮัก ก็กึ้ดเสียว่าทำเพื่อแผ่นดิน ล้านนา เชียงตุง บ่ใช่อื่นไกล ฝรั่งตะวันตกได้ครองเชียงตุงนัก เจ้ารินกำลังได้ช่วยแผ่นดินแม่ของเฮาเน้อ เชียงตุงกับล้านนาต้องสานสัมพันธ์ กันไว้หื้อมั่น” คำเที่ยงอ้างต่อ
ขบวนช้างตกแต่งสมเกียรติยศ เจ้านายเชียงตุงกำลังลุยข้ามลำธารน้ำใส มณีรินอยู่ในสัปคับเดียวกับคำเที่ยง เธอส่งเสียงอ้อนคำเที่ยงขอค้างแรมในป่าอีกคืนก่อนเข้านครเชียงใหม่
“บ่ได้ จะยะจะอั้นได้จะได ป่านนี้ทางคุ้มเจ้าหลวงเชียงใหม่เปิ้นจัดเตรียมพิธีต้อนฮับเอาไว้แล้ว”
มณีรินเซ็งจัด แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้อ้อนให้คำเที่ยงเข้าพิธีอภิเษกแทน
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ กึ๊ดอะหยังน้อเจ้าริน เจ้าศิริวัฒนา เปิ้นคงเชื่อดอกว่าข้าคือเจ้านางมณีริน”
“บ่มีผู้ใดเคยหันเฮาสักเตื้อ ผู้ใด ผู้ใดจะฮู้ว่ามณีรินมีหน้าตาจะได เดี๋ยวเฮาเปลี่ยนชุดกันเลย พี่คำเที่ยงแต่งตัวเป็นเฮา เฮาแต่งเป็นพี่คำเที่ยง เฮาบ่เอิ้น พี่คำเที่ยงบ่เอิ้นก็บ่มีผู้ใดฮู้ดอก”
“ป๊าด กึ๊ดได้จะไดน้อ เจ้าริน...หน้าตาเจ้านางมณีรินจะบ่งามจะไดก็คงบ่แก่ทึนทึกอย่างข้าเจ้าดอก” คำเที่ยงบ่นเป็นชุด มณีรินหัวเราะออกมาทั้งที่เครียดๆอยู่
ไม่นานนักขบวนก็มาถึงวัดพระธาตุลำปางหลวง เหล่าข้าราชบริพาร เดินนำมณีรินขึ้นบันไดวัดมา นางกำนัลแต่ละคนประคองโตกดอกไม้ เครื่องสักการะพระธาตุ สีสันตระการตา บรรยากาศดูขลังอลังการ เจ้าหลวงและพระชายารอต้อนรับมณีรินอยู่ด้านใน
ขบวนช่างฟ้อนล้านนานับร้อยชีวิต ฟ้อนต้อนรับเต็มรูปแบบ โปรยดอกไม้และถอยเปิดทางออก มณีรินประคองเครื่องบรรณาการของขวัญจากเชียงตุงนำขบวนข้าราชบริพารฝ่ายเชียงตุงเข้ามาจนถึงหน้าองค์เจ้าหลวง เธอทรุดตัวลงกราบที่พื้นแสดงคารวะสูงสุดต่อเจ้าหลวงและพระชายา
“ข้าเจ้า มณีรินแห่งนครเชียงตุง ในนามของเจ้าจอมเพชร เจ้าหลวงแห่งนครเชียงตุง และเจ้านางสุคันธา พระชายาในองค์เจ้าหลวง ขอถวายของขวัญแด่เจ้าหลวงแห่งนครเชียงใหม่และชายาเจ้า” มณีรินถวายดอกไม้ และรับโตกของขวัญจากคำเที่ยงที่ส่งต่อเข้ามา
เจ้าหลวงยิ้มพอใจ ขณะที่พระชายาขยับเข้ามาประคองมณีรินขึ้นมา
“ตามสบายเต๊อะมณีริน บ่ต้องเป็นงานเป็นการนักดอก เจ้าพ่อเจ้าแม่ของหลานเป็นจะไดพ่อง ซำบายดีบ่”
“เจ้า เจ้าพ่อเจ้าแม่เปิ้นฝากความระลึกถึงมานักๆ”
“การเดินทางเป็นจะไดพ่อง คงจะลำบากเจ้าขนาด”
“ขบวนจ๊างจากนครเชียงใหม่ไปฮับข้าเจ้าถึงชายแดนเมืองม่าน ข้าเจ้าสำนึกในพระกรุณาเจ้าหลวงแลพระชายานักๆเจ้า”
“เรียกแม่ดีกว่าเน้อ เจ้าจากบ้านจากเมืองมา แม่บ่อยากหื้อเจ้ารู้สึกว่าห่างไกล เชียงใหม่เชียงตุงก็พี่น้องกันแต๊ๆ แม่เองก็ฮักเจ้าเป็นลูกแต๊ๆของแม่คนหนึ่ง” พระชายาเอ่ยอย่างเป็นกันเอง
“เป็นพระกรุณานักๆเจ้า...” มณีรินซาบซึ้ง
“อ้าว จะไดไปหลบอยู่ข้างหลังนั่น ออกมาหื้อเจ้าน้องเปิ้นรู้จักหน้าค่าตาสะกำ ศิริวัฒนา” เจ้าหลวงหันไปเรียกใครคนหนึ่งที่หลบอยู่ด้านหลังพระชายาพลางแนะนำ“นี่เจ้าอ้ายศิริวัฒนาของเจ้าเน้อมณีริน ฮู้จักกันไว้เสียบ่เคยได้ปะหน้ากันเลยนี่”
มณีรินยกมือขึ้นไหว้แล้วค่อยๆ มองไล่ขึ้นไปจนเห็นหน้าเขาชัดเจน เธอถึงกับอึ้งเพราะเขาคือคนเดียวกับที่ปรากฏตัวอย่างลึกลับให้เรรินเห็นมาหลายครั้งแล้วนั่นเอง
ooooooo
เรรินสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้น งงงัน สิ่งที่ได้ไปพบเจอมา เธอลุกขึ้นจากที่นั่งบนกี่มองหาศิริวัฒนา แต่เขาไม่อยู่แล้ว เรรินขนลุกซู่ซ่า เพราะตระหนักแน่ว่าเขาไม่ใช่คนจึงหันกลับไปมอง ที่ภาพเขียนสีน้ำมัน ทุกอย่างสงบนิ่งไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
“คุณคะ...ออกมาเถอะค่ะ ฉันมีเรื่องอยากถามอีกมากมาย...คุณคะ...คุณอยู่ที่ไหน” เรรินเรียกแต่ไม่มีสัญญาณใดๆตอบรับ เทียนหดสั้น น้ำตาเทียนนองย้อยและสุดท้ายไส้ก็ค่อยๆจมลงในแอ่งน้ำตาเทียน ทุกอย่างตกอยู่ในความมืด
เรรินตัดใจออกมาจากห้องทอผ้า เธอคล้องกุญแจกลับเข้าที่เดิม แล้วเดินออกไปหาช่องทางออก แต่ทุกทางเข้าออกมียามเฝ้าอยู่ เธอจึงเสี่ยงดวงปีนกำแพงออกไปผีอีเม้ยที่รออยู่รีบยื่นมือดำๆเขียวๆของมันมาจับข้อมือเรรินไว้หมายเอาชีวิต เรรินเห็นผีอีเม้ยเต็มตาก็แทบหัวใจหยุดเต้น
“มึงต้องไป กู...กูจะเอามึงไป....” ผีอีเม้ยบีบข้อมือเรรินแน่นจนควันกรุ่นออกมา
“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...” เรรินกรีดร้อง
ผีอีเม้ยหัวเราะกรีดเสียงแหลม และยื่นหน้าเข้ามาใกล้หน้า เรรินช็อกจนจะหมดสติอยู่แล้ว แสงสว่างจากไฟหน้ารถยนต์สาดเข้ามาพอดี ผีอีเม้ยหมุนคอหันไปมองเห็นรถสุริยวงศ์แล่นเข้ามาก็ส่งเสียงคำรามด้วยความแค้นก่อนจะสลายตัวไป
“คุณริน” สุริยวงศ์รีบลงมาดูเรรินแต่ไม่เห็นผีอีเม้ยเหมือนกับที่เรรินเห็น
เรรินโผเข้ากอดสุริยวงศ์แน่นด้วยความหวาดกลัว สุริยวงศ์พาเรรินเข้าไปนั่งในรถพลางสอบถามเรื่องราว เรรินสะอื้นขวัญกระเจิงบอกว่าเธอเจอผี
“ฉันเห็นจริงๆ ผีแน่ๆ ค่ะ มันจับแขนฉันเอาไว้ มันบอกจะเอาตัวฉันไปด้วย มือมันยังกะไฟ” เรรินยกข้อมือตัวเองขึ้นมาดู
สุริยวงศ์อึ้งขนหัวลุกเหมือนกัน เพราะข้อมือเรรินตรงที่ถูกผีอีเม้ยจับปรากฏเป็นรอยดำเหมือนไฟไหม้
“ใจเย็นๆนะครับ คุณรินไม่ต้องกลัว ผมจะพาคุณรินไปจากที่นี่” สุริยวงศ์ปิดประตูรถ แล้วรีบอ้อมไปขึ้นด้านคนขับ รถแล่นออกไป
ผีอีเม้ยที่ห้อยโตงเตงอยู่บนต้นไม้ใหญ่เจ็บใจยิ่งนัก มันรีบกลับไปฟ้องบัวเงินว่า สุริยวงศ์มาขัดขวางมันจึงทำงานไม่สำเร็จ
“สุริยวงศ์” บัวเงินเค้นชื่อชายหนุ่มออกมาอย่างเจ็บปวด ก่อนหันไปพูดกับภาพของเจ้าศิริวัฒนาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อีมณีรินมันยังกลับมาเลย แล้วเจ้าอ้ายล่ะ จะไดบ่กลับมาหื้อข้าเจ้าหันสักเตื้อ...ความฮักที่ข้าเจ้ามีต่อเจ้าอ้าย มันบ่เพียงพอที่จะผูกรัดเจ้าอ้ายไว้ จะอั้นก๊า”
แล้วภาพในอดีตเมื่อเจ็ดปีก่อนก็ผุดพรายขึ้นมา บัวเงินเดินตรวจตราดูตัวซิ่นที่บริวารกำลังทออยู่ใต้ถุนเรือน อีเม้ยที่ไปสาระแนแอบดูงานพิธีต้อนรับมณีรินกลับมารายงาน
“งานพิธีต้อนฮับก็จะอั้น...ละเจ้า เจ้าหลวงเปิ้นจัดพอเป็นพิธี เม้ยบ่หันว่าจะยิ่งใหญ่จะได ก็อย่างว่าละนะเจ้า มันก็แค่เจ้านางเมืองขึนพิธีต้อนฮับขนาดนี้ ก็นับว่าบะล่ำบเหรอแล้ว”
“แล้วหน้าตามันเป็นจะได”
“โอ้ย...เม้ยบ่อยากจะเอิ้นเกิดมาแต่ท้องแม่เม้ยบ่เคยหันแม่ญิงใดจะขี้ริ้วเท่าอีนังแม่ญิงผู้นี้เลยเจ้า ผอมคือไม้เสียบผี บ่มีน้ำมีนวล ดำก็ดำ กิริยาก็ม้าดีดกะโหลก ทำดีอะหยังบ่ได้เลยหม่อมเจ้าขา”
“มึงว่าจะอั้นกูก็ค่อยสบายใจขึ้นมาน่อย ถ้าอีนัง เจ้านางเมืองขึนมันอัปลักษณ์อัปรีย์ อย่างมึงว่า เจ้าอ้ายศิริวัฒนาของกู ก็คงบ่มีวันชายตามองมันให้เสียลูกตาดอก มึงกึ๊ดจะอั้นก่ออีเม้ย”
“เจ้า แค่หันมันบ่เต็มตา เจ้าเปิ้นก็อาจจะฝันฮ้าย เหมือนผีหลอกผีหลอนไปทั้งคืนละเจ้า” อีเม้ยประจบแล้วสองนายบ่าวก็กลั้วหัวเราะผสมโรงเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แล้วชักชวนกันนำของว่างไปถวายเจ้าศิริวัฒนาในห้องทำงาน
“เจ้าอ้าย เจ้า” บัวเงินส่งเสียงออดอ้อนเรียกเจ้าศิริวัฒนาที่นั่งเหม่อคิดถึงมณีริน
เจ้าศิริวัฒนาสะดุ้งหันมาทักบัวเงิน พลางแก้ตัวว่า กำลังคิดเรื่องงานอยู่ บัวเงินรับของว่างจากอีเม้ยมานำเสนอว่า เธอเพิ่งหัดทำขนมฝรั่งเป็นครั้งแรกจึงอยากให้ลองชิม พลางชวนคุยเรื่องเจ้านางมณีรินต่อทันที
“เมื่อวาน งานพิธีต้อนฮับน้องก็บ่ได้ไปร่วม เปิ้นอุตส่าห์รอนแรมมาไกล พลัดบ้านพลัดเมืองมา กว่าจะปรับโตกินอยู่อย่างคนเจียงใหม่ เปิ้นคงจะลำบากบ่ใช่น้อย ถ้าน้องจ่วยอะหยังได้น้องก็เต็มใจ๋ จะได้แบ่งเบาภาระเจ้าอ้ายเจ้า” บัวเงินส่งยิ้มแบบนางเอกสุดๆ
“ยินดีนัก เจ้ามีน้ำใจ๋แต๊ๆบัวเงิน” เจ้าศิริวัฒนาชมแล้วถือโอกาสพาบัวเงินไปรู้จักกับมณีริน อีเม้ยตามติดเจ้านาย
ครั้นทั้งสามมาถึงหน้าเรือนก็เห็นคำเที่ยงกับเหล่าบริวารกำลังขย่มกิ่งผลไม้ให้ร่วงลงมาที่พื้น แต่รังมดลงตามมาด้วย วงแตกฮือ
“ตายแล้ว ตายๆๆ” คำเที่ยงกระโดดปัดมดเป็นระวิง เพราะมันเข้าไปในผ้าซิ่น
เจ้าศิริวัฒนายิ้มขำๆ ขณะที่บัวเงินเข้าใจผิดคิดว่า คำเที่ยง คือมณีรินจึงหันไปเปรย
“อีเม้ย แต๊ดังคำมึงว่า นังนี่มันน่าสมเพชนักขนาด กิริยาไพร่แต๊ๆ ถ้ากูเดาบ่ผิด กูว่ามันเกิดปีวอก”
“เม้ยก็ว่าจะอั้นเจ้าค่ะหม่อม บ่ใช่วอกเฉยๆโตย แต้เป็นวอกดำ” อีเม้ยหัวเราะร่วน
“คำเที่ยง” เจ้าศิริวัฒนาเรียก
คำเที่ยงที่กำลังปัดมดอลหม่าน เมื่อหันมาเห็นเจ้าศิริวัฒนาก็รีบคุกเข่าลงหมอบกราบ บริวารต่างลงกราบกันถ้วนหน้า เจ้าศิริวัฒนาถามหามณีริน คำเที่ยงว่าอ่านหนังสืออยู่บนเรือน บัวเงินชะงักรู้ว่าต้องมีความผิดพลาดบางอย่างแน่ แล้วมณีรินก็เดินออกมาพอดี
เจ้าศิริวัฒนาชะงักส่งยิ้มหวาน มณีรินทรุดตัวลงกับพื้นกราบเจ้าศิริวัฒนา
“คำเที่ยงบอกว่า เจ้านางน้อยอ่านหนังสืออยู่ หนังสืออะหยัง”
“ตำราฮีสทรียุโรปเจ้า”
“จะไดเจ้านางน้อยถึงสนใจประวัติศาสตร์ยุโรป”
“ข้าเจ้าอยากฮู้ว่าจะไดประเทศที่ฮ้องตัวเองว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้วถึงต้องล่าบ้านเล็กเมืองน้อยเป็นเมืองขึ้น อาณานิคมของเปิ้นเจ้า แล้วจะไดจึงมากำหนดว่าเฮาเป็นประเทศด้อยพัฒนา ความเจริญ วัดกันด้วยสิ่งใด ข้าเจ้าใคร่ฮู้” มณีรินตอบอย่างฉะฉาน
ศิริวัฒนายิ้มชื่นชมในสติปัญญาของเธอแล้วเข้ามาประคองให้ลุกขึ้น บัวเงินจ้องมองตาขุ่น แต่จำต้องปั้นยิ้ม เมื่อเจ้าศิริวัฒนาพามณีรินมาแนะนำ คำเที่ยงรีบกระถดเข้ามาคุกเข่าข้างมณีริน หน้าตายิ้มแย้มรับแขก
“นี่นังคำเที่ยง พี่เลี้ยงเจ้านางน้อยเปิ้น ติดตามกันมาแต่เชียงตุง ส่วนนั่นนังเม้ย ฮู้จักกันไว้เสีย วันข้างหน้า มีธุระปะปังอันใดจะได้เรียกหากันถูก ไปเข้าไปคุยกันบนเฮือน เต๊อะ” เจ้าศิริวัฒนานำมณีรินกับบัวเงินขึ้นเรือน
“สวัสดีเจ้า พี่เม้ย” คำเที่ยงทัก
“ผู้ใด เป็นพี่มึง อีวอก” อีเม้ยด่าใส่แล้วรีบตามผู้เป็นนายไป ทิ้งให้คำเที่ยงชะงักเพราะตั้งรับไม่ทัน
ขณะที่บนเรือน เจ้าศิริวัฒนากำลังคุยเรื่องบัวเงินให้มณีรินฟัง “บัวเงิน เปิ้นเป็นญาติห่างๆของเจ้าแม่เปิ้น ต้นตระกูลเปิ้นกินเมืองแป้ เจ้าแม่เปิ้นฮับโตบัวเงินมาอยู่ในคุ้มนี่ได้เมินหลายปีแล้ว บัวเงินเปิ้นดูแลผ้าผ่อนของพี่ ของเจ้าหลวง เจ้าแม่ทั้งหมด เปิ้นทอผ้าเก่งขนาด ในคุ้มนี้บ่ต้องจ้างบ่ต้องไหว้วานหื้อนอกคุ้มทอหื้อเลย”
บัวเงินยิ้มภูมิใจในตัวเองได้ไม่เต็มที่ เพราะกำลังจับตามองมณีรินไม่วางตา
“ข้าเจ้าตำหูกพอเป็นเล็กน้อย วันหน้าวันหลัง คงต้องรบกวนพี่บัวเงินสอนวิชา ตำหูกล้านนาหื้อ”
“ยินดีนัก เจ้านางน้อยใคร่จะเฮียนวันใดก็ตามแต่สะดวกเน้อ” บัวเงินยิ้มรับ
“ตกลง ผู้ใดเป็นพี่ ผู้ใดเป็นน้อง บัวเงิน น้องเกิดปีมะโรงใช่ก๊า ถ้าพี่จำบ่ผิด” เจ้าศิริวัฒนาไม่แน่ใจนัก
“เจ้า...ปีมะโรง...งูใหญ่เจ้า” บัวเงินตอบรับ
“เจ้านางน้อย เกิดปีมะเมีย จะอั้นเจ้านางน้อยก็อ่อนกว่าน้องสองปีเชียวนะบัวเงิน” ศิริวัฒนาลองนับปี บัวเงินปั้นยิ้มนึกเคืองที่เจ้าศิริวัฒนาจำปีเกิดเธอไม่ได้ แต่กลับจำปีเกิดมณีรินได้ขึ้นใจ
เมื่อกลับมาถึงเรือน บัวเงินก็เล่นงานอีเม้ยทันทีโทษฐานขี้จุ๊เรื่องมณีริน อีเม้ยเสียงอ่อยสารภาพว่ามันดูผิดไปนึกว่า บ่าวที่ชื่อคำเที่ยงคือมณีริน
“แต่มันก็บ่ได้งามหยาดฟ้ามาดินจักเท่าใดนะเจ้าหม่อม หม่อมของเม้ยงามกว่านัก งามสง่ากว่าผู้ใดในเจียงใหม่ ไล่ไปถึงลำพูนลำปางปุ๊น”
“หุบปากของมึง อีเม้ย มึงบ่หันสายตาที่เจ้าอ้ายของกูเปิ้นมองมันก๊า...วินาทีแรกที่กูหันหน้ามันกูก็ฮู้แล้วว่าอีมณีริน มันเกิดมาเพื่อเป็นมารชีวิตกู”
บัวเงินหน้าเครียดไม่ต่างปัจจุบัน เพราะคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับมณีรินอีก “ถ้ามึงกึ๊ดว่า มึงปิ๊กมาเพื่อจะสมหวังในชาตินี้ มึงก็ฝันไปเต๊อะอีมณีริน กูจะขอจองล้างจองผลาญมึงให้วอดวาย ยิ่งกว่าชาติที่แล้วของมึงอีก” บัวเงินในวัยเก้าสิบสีหน้านิ่งเย็น ลึกล้ำจนน่ากลัว
ooooooo
    

สุริยวงศ์พาเรรินมาที่บ้านของเขาเพื่อทำแผลที่ข้อมือ พลางสอบถามว่าเธอไปทำอะไรที่คุ้มหลวง แต่เรรินไม่ยอมบอกความจริง ทำให้สุริยวงศ์โกรธเผลอตำหนิ เรรินที่กำลังขวัญเสียร้องไห้โฮ

สุริยวงศ์เห็นน้ำตาก็ตกใจรีบดึงเรรินเข้ามากอดปลอบ “ผมขอโทษ คุณริน ผมขอโทษ ผมแค่เป็นห่วงคุณเท่านั้นเอง ผมโทร.ไปถามพี่วันตั้งแต่หัวค่ำ พี่วันบอกว่าคุณยังไม่กลับไปเลย ผมขับรถตามหาคุณจนทั่วเมือง ไปทุกที่ที่คิดว่าคุณจะไปจนผมอ่อนใจหมดหวังไปแล้ว คุณรินผมเป็นห่วงคุณจริงๆ ผมกลัวไปสารพัด  กลัวว่าเกิดเรื่องร้ายๆจะเกิดขึ้นกับคุณ ผมขอโทษที่เสียงดังใส่คุณ ผมขอโทษ”

เรรินยังสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของสุริยวงศ์ แต่เธอก็ได้รับความรู้สึกดีๆและอบอุ่นจากเขาไม่น้อย

เมื่อเรรินหายตกใจแล้วสุริยวงศ์ก็พาเธอมาส่งที่รีสอร์ต พลางบอกเล่าที่มาของบาดแผลบนข้อมือเรรินให้วันดาราฟัง
วันดารามองรอยแผลอย่างพินิจพิเคราะห์เหมือนเจอสิ่งเหลือเชื่อเหนือธรรมชาติ แต่เรรินยืนยันหนักแน่นว่า เธอถูกผีหลอกจริงๆ วันดาราหันมาสบตากับสุริยวงศ์

“พี่วันก็ไม่เชื่อรินเหมือนกันใช่ไหมคะ”

“เอ่อ พี่ว่า คุณรินไปพักผ่อนก่อนเต๊อะเจ้า แล้วพี่จะพาไปกราบตุ๊เจ้าจันทะริน ทำบุญเสียจะได้เป็นสิริมงคล เรื่องร้ายๆจะได้กลายเป็นดี” วันดาราหาทางออก

เรรินถอนใจเดินกลับห้อง เธอนึกถึงแม่ขึ้นมาจึงรีบโทร.หา แต่กลับถูกพรรณวรินทร์ต่อว่าเรื่องแอบคบหาชายอื่นที่เชียงใหม่ เรรินอึ้งไปนิดแล้วเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ จึงรีบยืนยันว่า เธอกับสุริยวงศ์ไม่ได้มีอะไรกันอย่างที่แม่และใครคิด

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับกรุงเทพฯมาได้แล้ว อย่าให้อะไรๆ มันเลวร้ายลงไปกว่านี้เลย” พรรณวรินทร์ขอร้อง

“รินยังกลับไปตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะแม่ รินมีธุระที่สำคัญ ที่จะต้องทำให้เสร็จก่อน คิดว่าคงไม่นานหรอก เสร็จธุระแล้วรินจะกลับไปเอง แม่ไม่ต้องห่วงรินปัญหาของรินกับธนินทร์ รินคิดว่า รินมีทางออกแล้ว เท่านี้ก่อนนะคะแม่ สวัสดีค่ะ” เรรินกดปิดพร้อมกับถอนใจอีกเฮือกเพราะทุกอย่างประดังประเดเข้ามาจนตั้งตัวไม่ทัน

เวลาเดียวกันนั้น สุริยวงศ์ก็ยังคงนั่งปรับทุกข์อยู่กับวันดารา เพราะไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เรรินบอกจะเป็นเรื่องจริง และยังข้องใจไม่หายว่า เธอไปคุ้มหลวงทำไม

“อะหยังก็จ้างเต๊อะ พี่กึ๊ดว่าคุณรินเปิ้นบ่ได้กึ๊ดจะยะ

อะหยัง ที่เป็นเรื่องบ่ดีบ่งามก็แล้วกั๋น” วันดารามั่นใจ

“พี่วันครับ พี่วันว่าผมทำผิดก่อ ผมบอกฮักคุณรินเปิ้นไปแล้ว มันอาจจะเร็วเกินไป คุณรินเปิ้นอาจจะบ่ได้กึ๊ด หรือฮู้สึกอะหยังกับผมเลยก็ได้” สุริยวงศ์หนักใจ

“โตถึงมานั่งถอนใจ๋อยู่จะอี้ สุริยะเจื้อปี้เต๊อะ ความฮักอะ บ่มีอะหยังผิดดอก เพราะความฮักบ่ทำร้ายผู้ใด๋ ถ้าจิตใจ๋ โตร้อนรน หม่นหมอง มันบ่ใจ่ความฮักเน้อสุริยะ”

“ผมบ่สบายใจ เพราะผมฮู้บางอย่างเกี่ยวกับคุณรินมาครับพี่วัน เปิ้นมีคู่หมั้นของเปิ้นอยู่แล้วครับ ผมควรจะยะจะใดดีพี่วัน ควรจะถามคุณรินเปิ้นตรงๆหรือว่าควรจะถอยออกมาเลิกยุ่งเกี่ยวผูกพันกับเปิ้นดี”

“ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเหตุมีผลของมันเสมอสุริยะ คุณรินเปิ้นก็ต้องมีเหตุผลของเปิ้นเหมือนกัน เปิ้นถึงบ่อู้เรื่องนี้ ถ้าเปิ้นรังเกียจโต บ่อยากฮื้อโตเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตเปิ้น เปิ้นก็คงบอกโตตามตรงไปแล้วว่าเปิ้นมีคนฮักอยู่แล้ว”

“หรือผมบ่ควรเชื่อคำพูดของคนอื่น”

“ก็ใช่...เปิ้นต้องการอะหยังถึงมาพูดจะอั้น ความฮักเป็นเรื่องของคนสองคนที่จะต้องเรียนรู้กันไปเน้อสุริยะ ความฮักที่แต้ คือความหวังดี อยากหื้อคนที่เฮาฮักมีความสุข บ่ใช่ต้องการหื้อตัวเองสมหวังอยู่คนเดียว ในเมื่อฮักเปิ้นไปแล้วก็ฮักไปเต๊อะ บ่ต้องกั๊วดอก ความผิดหวัง” วันดาราให้กำลังใจ

สุริยวงศ์ได้คิดยอมตัดความกังวลทั้งหมดออกไป และตั้งมั่นกับความรักที่มีต่อเรรินหญิงที่รอคอย

ในค่ำคืนเดียวกันนั่น ธนินทร์ก็มาถึงเชียงใหม่ เขาไปพบสรัญญาในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งเพื่อถามเรื่องเรรินกับชายคนใหม่เพื่อความแน่ใจ ก่อนลงมือทำอะไรบางอย่าง

ooooooo

เช้าวันใหม่ สุริยวงศ์มารับวันดารากับเรรินออกไปทำบุญที่วัด ตุ๊เจ้าจันทะรินที่ขัดสมาธิอยู่ในกรรมฐานค่อยๆลืมตาขึ้นพลางเอ่ยเตือนเรริน

“ค่ำมืดดึกดื่นอย่าออกไปไหนมาไหนคนเดียว มีคนคิดมุ่งร้ายโยมอยู่”

“เป็นไปได้ยังไงคะ ดิฉันไม่เคยมีศัตรูที่ไหน” เรรินแปลกใจ

ตุ๊เจ้าจันทะรินไม่ตอบแต่เอื้อมไปหยิบพระเครื่ององค์เล็กๆมาหย่อนลงใส่มือเรริน “เก็บรักษาเอาไว้กับโตหื้อดีๆ อำนาจพุทธคุณจะช่วยปกปักรักษา ที่หนักหนาจะผ่อนเป็นเบาได้บ้าง”

“แล้วเคราะห์จะหมดไปก่อเจ้า ตุ๊เจ้า” วันดารานึกห่วง

“กรรม...มันเป็นเรื่องของกรรม อย่างใดก็หนีบ่พ้น ทุกอย่างเป็นไปตามกระแสแห่งกรรม ที่ผูกพันทุกผู้ทุกคนเอาไว้ด้วยกัน บ่มีอะหยังจะแก้ไขได้ นอกจากครองสติหื้อมั่งคง ผู้ใดจะคิดร้ายอย่างได ก็จงหื้ออภัย จัดไดบ่ต้องเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันไปอีก จำไว้เน้อโยม อภัยทานเป็นทานอันใหญ่บ่แพ้การทำทานอะหยังเลย”

เรรินประนมมือขึ้นสูง รับพรและคำสอน

ผีอีเม้ยที่ติดตามเห็นว่าหมดโอกาสจะจัดการกับเรรินแล้ว เพราะอยู่ในวัดจึงกลับไปหาผู้เป็นนาย บัวเงินแค้นใจบ่นว่า อีเม้ยน่าจะหักคอเรรินให้ตายไปตั้งแต่เมื่อวาน เป็นจังหวะเดียวกับที่บ่าวคนหนึ่งเปิดประตูห้องเข้ามาพอดี นางเห็นบัวเงิน พูดอยู่คนเดียวก็นึกกลัวรีบถามเรื่องอาหารเช้าว่าจะให้ยกเข้ามาในนี้เลยหรือเปล่า

“กูบ่หิว” บัวเงินตวาด

“แต่บ่าวหิวนะเจ้าหม่อมเจ้าขา” ผีอีเม้ยค้าน

“มึงทำงานหื้อกูบ่สำเร็จมึงบ่ต้องกิน กูบ่หื้อมึงกิน” บัวเงินตอกกลับ

บ่าวที่ไม่เห็นผีอีเม้ยงง ขยับเลี่ยงไปแทบจะเหยียบผีอีเม้ยเพื่อไปเปิดหน้าต่าง ผีอีเม้ยขุ่นใจจึงแกล้งปรากฏกายให้เห็น บ่าวช็อกหงายหลังผึงหมดสติไป

เวลาเดียวกันนั้นสุริยวงศ์ก็พาเรรินมาเลือกซื้อสร้อย เพื่อห้อยพระที่ตุ๊เจ้าจันทะรินให้มา  เขาขอจ่ายเงินเองโดยอ้างว่า อยากให้เธอเป็นที่ระลึกแล้วจะไม่รบกวนอะไรเธออีก เรรินจำยอม

“คุณรินจะไปไหนต่อครับ เดี๋ยวผมไปส่ง” สุริยวงศ์อาสา

“ฉันขอไปเองค่ะ เมื่อกี้คุณพูดเองนะคะว่าจ่ายค่าสร้อยให้ฉันแล้วคุณจะไม่รบกวนอะไรฉันอีก” เรรินทวงสัญญา

“ถ้าคุณรินคิดว่าสิ่งดีๆที่ผมอยากทำให้คุณรินเป็นเรื่องรบกวนให้คุณรินรำคาญ ผมก็เสียใจครับ” สุริยวงศ์น้อยใจ
เรรินมองสุริยวงศ์นิ่งพลางเอ่ย “คุณจำได้ไหมคะคุณสุริยวงศ์ ฉันเคยบอกคุณว่า คุณยังรู้จักตัวตนของฉันน้อยเกินไป ฉันไม่อยากให้คุณรู้สึกอะไรต่อฉันมากไปกว่านี้เพราะไม่อย่างนั้นฉันจะเหมือนเป็นคนโกหกหลอกลวงคุณ ฉัน
ไม่มีอิสระพอที่จะเปิดใจรับรักใครในตอนนี้ได้หรอกค่ะ  คุณสุริยวงศ์ ฉันมีคู่หมั้นอยู่แล้ว อย่างเก่งเราก็เป็นได้แค่เพื่อนกันเท่านั้น”

“คุณริน...ผมรู้เรื่องที่คุณมีคู่หมั้นอยู่แล้วตั้งแต่

เมื่อวาน ผมถามตัวเองมาทั้งวันทั้งคืนว่าควรจะทำยังไงดี

ถึงตอนนี้ ผมแน่ใจว่า ผมได้คำตอบสำหรับตัวผมเองแล้ว ใครจะว่าผมเป็นคนเห็นแก่ตัวก็ช่าง...ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนรักคุณรินข้างเดียว ผมก็ยินดีครับ ไม่ว่ามันจะต้องเจ็บปวดยังไง ถึงผมจะไม่ได้รับความรักตอบจากคุณรินเลยผมก็ยอมครับ”  สุริยวงศ์รุกกลับ

ทั้งคู่จมอยู่ในความเงียบนิ่งและนาน จนกระทั่งพนักงานเดินผ่านมา เรรินเรียกให้เก็บเงินแล้วลุกเดินจากไปด้วยความลำบากใจยิ่งนัก เพราะถ้าไม่มีห่วงผูกคออยู่ เธอคงจะรับรักเขาได้มากกว่านี้ ขณะที่สุริยวงศ์ยังปักหลักนั่งอยู่ที่เดิม นึกไม่ออกว่าระหว่างเขาและเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป

ooooooo

วันนี้พิพิธภัณฑ์ปิด เรรินเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าประตูรั้วที่ปิดสนิท เธอถอยออกมาสำรวจรอบๆ เพื่อหาทางเข้าไปข้างใน  ผีอีเม้ยได้โอกาสบังคับให้รถคันหนึ่งพุ่งเข้าชน แต่เรรินหลบได้ทัน แล้ววิ่งหายเข้าไปอีกทาง ผีอีเม้ยแค้นใจรีบตามไปจัดการ มันเห็นเรรินได้พบกับบัวซอน แล้วบัวซอนก็พาเรรินเข้าไปข้างใน เพราะมีทางเข้าออกสำหรับคนงานในคุ้มอยู่อีกทาง แต่ผีอีเม้ยตามเข้าไปไม่ได้เพราะถูกผีอารักษ์ถีบเด้งออกมา

เรรินหลอกบัวซอนว่าอยากจะเข้าไปถ่ายรูปที่คุ้ม

เจ้าหลวงสักสองสามใบ บัวซอนแนะนำให้เดินผ่านเรือนเจ้านางมณีรินไป ทำให้เรรินได้เห็นภาพในอดีต ครั้งมณีรินออกมานั่งทอผ้าลายสร้อยดอกสาอยู่หน้าเรือน และมีคำเที่ยงเฝ้าดูแลไม่ห่าง

“คุณรินเจ้า” เสียงบัวซอนเรียก เรรินสะดุ้งดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน “คุณรินเดินตรงไปตามทางนี้นะเจ้าหันหลังคาคุ้มเจ้าหลวงอยู่หลังแนวไม้ปุ๊นก่อ คุณอย่าอยู่นานนักนะเจ้า เดี๋ยวพวกยามด้านหน้าจะตำหนิข้าเจ้าได้ ว่าปล่อยหื้อคุณเข้ามา” บัวซอนกำชับแล้วเดินแยกไปทางเรือนพัก

เรรินมุ่งหน้าไปที่ตึกคุ้มเจ้าหลวงแล้วตรงไปห้องทอผ้าทันที เธอจะเข้านั่งในตำแหน่งทอผ้า แต่แล้วต้อง

ชะงักเมื่อเห็นดอกพุดสดๆเหมือนเพิ่งถูกเด็ดมาจากต้นวางอยู่

“ดอกเก็ดถวาคุณชอบดอกเก็ดถวาที่ผมเก็บมาให้ไหม” เจ้าศิริวัฒนาปรากฏกาย

“ขอบคุณค่ะ สวยมาก หอมมากค่ะ”

“แต่คุณก็ชอบดอกไม้อย่างอื่นมากกว่ากลิ่นดอกเก็ดถวามันฉุนเฉียวเกินไป คุณเลยชอบดอกกาซะลองมากกว่า”

“คุณรู้ได้ยังไงคะ”

“ต่อให้ผ่านไปนานเพียงใด ผมก็ไม่มีวันลืมเลือนหรอก”  เจ้าศิริวัฒนาทำเสียงคล้ายตัดพ้อพลางถามต่อว่า อีกนานแค่ไหน กว่าจะทอผ้าผืนนี้เสร็จ

“ผ้าตุ๊มผืนนี้ ไม่กว้างมากก็จริง แต่เจ้านางมณีรินท่านจกลายไว้ค่อนข้างถี่ สีไหมเส้นยืนกับไหมดำที่ใช้จกก็ใกล้กันมาก ฉันคงต้องใช้สายตากับสมาธิดีๆ ถ้าเร่งทอหน่อยไม่น่าจะเกินสองอาทิตย์หรอกค่ะ”

“พอคุณทอผ้าเสร็จ เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว”

“ทำไมละคะ”

“เอาเถอะ เมื่อถึงเวลานั้น คุณก็จะรู้เอง ที่ข้อมือคุณเป็นรอยอะไร ให้ผมดูหน่อยได้ไหม”

เรรินยื่นข้อมือออกมา เจ้าศิริวัฒนามองรอยไหม้บนข้อมือเรรินรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือของอีเม้ย จึงยื่นมือตัวเองออกมาเหมือนจะลูบคลำแผลรอยไหม้นั้น แต่ไม่ได้สัมผัสถูกตัว

เรรินเลย และเมื่อยกมือออก รอยไหม้ดำบนข้อมือเรรินก็ค่อยๆเลือนหายไปกับตา ไม่เหลือร่องรอยใดๆ

เรรินอึ้งแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ooooooo

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย บทประพันธ์ พงศกร จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ยิ่งยศ ปัญญา
  • 3 กันยายน 2554, 08:18 น.

No comments:

Post a Comment

My Blog List